กลุ่ม 20 สส.ปชป. แถลงโต้ไม่ได้แหกมติพรรคโหวต ‘เศรษฐา’ ยันพรรคไม่มีมติชัดเจน เดชอิศม์ ยันทำเพื่อปชช. ไม่กระเหี้ยนกระหือรือเป็นรัฐบาล ซัดคนรุ่นเก่าอย่าเอามรดกความเกลียดชังมาให้คนรุ่นใหม่ ยอมรับประชาธิปัตย์ไม่มีเอกภาพตั้งแต่เลือก หัวหน้าพรรคคนใหม่ล่ม แต่ยังไม่แตกหัก

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 24 ส.ค.2566 ที่รัฐสภา กลุ่มสมาชิก สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จำนวน 20 คน นำโดย นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา รักษาการรองหัวหน้าพรรคดูแลภาคใต้ และนายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช รักษาการรองเลขาธิการพรรค แถลงข่าวกรณีโหวตเห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดกับมติพรรคที่ให้งดออกเสียง

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า การลงมติที่ดูเหมือนไม่เป็นเอกภาพในครั้งนี้ ซึ่งในการประชุมสส.พรรค ชเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ได้พิจารณาว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีวันที่ 22 ส.ค. อย่างไร โดยมีความเห็นแบ่งเป็น 3 เรื่องคือ 1.มีความเห็นว่า “ไม่เห็นชอบ” ซึ่งพวกเราถามว่าสาเหตุคืออะไร ส่วนใหญ่คนไม่เห็นชอบจะบอกว่าเนื่องจากความขัดแย้งในอดีต ความโกรธในอดีต จึงมี สส.ใหม่โต้แย้งว่าอยากให้แยกหน้าที่ สส.ปัจจุบันกับความแค้นความโกรธออกจากกัน หากเราแยกออกจากกันไม่ได้ ก็จะเกิดอคติตลอดไป และมีผู้ใหญ่บางคนวอล์กเอาท์ออกจากการเป็นองค์ประชุม

2.มีความเห็นว่า “เห็นชอบ” เนื่องจากประเทศมาถึงทางตัน ความเดือดร้อนของประชาชนมีทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหายาเสพติดที่ขยายวงกว้าง และเราเกิดสุญญากาศทางการเมืองไม่ได้ ความเสียหายก็จะเกิดกับประชาชนอย่างแน่นอน และ 3.ในที่ประชุมส่วนมากบอกว่า “ควรงดออกเสียง” เพราะสมัยโหวต นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็งดออกเสียง เนื่องจากเรากังวลเรื่องการแก้ไขมาตรา 112

นายเดชอิศม์ กล่าวต่อว่า จากนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ได้ลุกขึ้นพูดในที่ประชุมว่า อย่าโหวตกันเลย เพราะจริงๆ แล้วเป็นเอกสิทธิ์ของสส. นั่นคือคำพูดของท่าน และในการประชุมวันนั้นไม่มีการโหวต พวกเราจึงไม่รู้ว่าจะเป็นมติหรือไม่เป็นมติกันแน่ แล้วปิดประชุมไป

พอมาวันที่ 22 ส.ค. วันเลือกนายกฯ พวกเรามานั่งฟังการอภิปรายอยู่อีกห้องหนึ่ง ฟังเรื่องความเหมาะสมไม่เหมาะสมของนายเศรษฐา ซึ่งฟังในภาพรวมแล้วเกือบ 100 เปอร์เซนต์รับได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำหน้าที่เป็นนายกฯ ซึ่งเรานั่งคุยกันกับสส.ประชาธิปัตย์ ประมาณ 20 คน พอมีการโหวตเรานั่งดู 3 คนแรกที่โหวต คือ นายจุรินทร์ โหวตงดออกเสียง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน โหวตไม่เห็นชอบ นายชวน หลีกภัย ก็โหวตไม่เห็นชอบ

“นี่คือสามเสาหลักของประชาธิปัตย์ในเวลานี้ ลงคะแนนก็ไม่เหมือนกันแล้ว พวกเราจึงนั่งคุยกันว่านี่เป็นมติพรรคหรือไม่ เพราะคำว่ามติพรรคจะขอยกเว้นไม่ได้ มติไปทางใดต้องไปทางนั้น พวกเราจึงมีความเห็นว่าอย่างนี้ไม่ใช่มติพรรค เราจึงมาแยกพิจารณาว่า หนึ่งคือพรรค สองคือประเทศชาติและประชาชน เราควรเลือกข้างไหน จริงๆ เราเอาทั้งสองข้างแต่ถ้าจำเป็นต้องเลือก เราเห็นตรงกันว่าเอาชาติและประชาชนไว้ก่อน”

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เห็นว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยรวบรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง และเป็นรัฐบาลที่เรามองแล้วว่าเป็นรัฐบาลสมานฉันท์ กปปส.เคยขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ กลุ่มเพื่อนนายเนวิน ชิดชอบ เคยเป็นงูเห่าออกจากพรรคภูมิใจไทยมาโหวตให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ เขายังมาสมานฉันท์กันได้เลย แล้วเราเป็นประชาธิปัตย์ยุคใหม่ทั้งหมด ไม่เคยใส่เสื้อเหลือง ไม่เคยใส่เสื้อแดง ไม่เคยมีความขัดแย้ง เราไม่ควรจะมารับมรดกความขัดแย้งต่อจากรุ่นเก่าๆ

เราถามกันทุกคน ทุกคนมีความเห็นว่าขอให้ชาติเดินไปข้างหน้าได้ เราควรสนับสนุนให้เขาเป็นนายกฯ แต่ตัวพวกเรายังเป็นฝ่ายค้าน แต่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำหน้าที่ นั่นคือเหตุผลที่เราโหวตให้นายเศรษฐา

เมื่อถามว่าวันนี้ชัดเจนแล้วหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน นายเดชอิศม์กล่าวว่า วันนี้เราเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ทั้งตัว สส.และศักดิ์ศรีความเป็นประชาธิปัตย์ เราไม่กระเสือก กระสนกระเหี้ยนกระหือรืออยากไปเป็นรัฐบาล เพราะหลักการร่วมรัฐบาลของประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม คือ 1.เขาต้องเทียบเชิญเรามาก่อน 2.ต้องประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดรักษาการกับ สส.และลงมติ มติว่าอย่างไรทุกคนต้องปฏิบัติตาม ซึ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ต่อข้อถามว่าการลงมติเห็นชอบนายเศรษฐา เป็นการสร้างความเสียหายให้พรรคและยังมีเรื่องการไปพบกับพรรคอื่นด้วย ซึ่งพรรคอาจตั้งกรรมการสอบถึงขั้นขับออกจากพรรค นายเดชอิศม์ กล่าวว่า โทษในการไปพบกับใคร พวกตนเป็น สส.รุ่นใหม่เราพบทุกพรรค เรามีเพื่อนทุกพรรคเพราะเราแยกระหว่างหน้าที่กับความรักความผูกพัน หน้าที่กับความโกรธแค้นชิงชังในอดีต เราแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะหากเราเอาหน้าที่ของ สส.ไปผูกพันกับความรักเราก็ลำเอียง หากเอาหน้าที่ของสส.ไปยึดโยงกับความเคียดแค้นเกลียดชังเราก็เกิดอคติ

ฉะนั้น พวกเราสนิทกับทุกพรรค ถ้าการไปพบทุกพรรคมีความผิด ตนก็น่าจะโดนประหารชีวิตไปตั้งนานแล้วเพราะเป็นความผิดมาก เนื่องจากตนมีความสนิทกับหัวหน้าพรรคหลายพรรค แต่พอเข้าในสภาก็อีกหน้าที่หนึ่ง ส่วนตัวอีกหน้าที่หนึ่ง ความเป็นคนไทยและเป็นสส.ที่มาจากการเลือกตั้งก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่ง

ต่อข้อถามว่าจะมีการพบปะพูดคุยเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพภายในพรรคหรือไม่ นายเดชอิศม์กล่าวว่า พรรคเริ่มไม่มีเอกภาพตั้งแต่องค์ประชุมวิสามัญพรรคล่ม ถึงวันนี้เรายังไม่รู้เลยว่าจะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ได้เมื่อไหร่ ต้องไปถามกลุ่มคนบางกลุ่มที่ทำให้องค์ประชุมล่มว่าเขาต้องการอะไร

เมื่อถามว่าต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ขับออกเพื่อไปอยู่พรรคใหม่หรือไม่ นายเดชอิศม์กล่าวว่า ความจริงการขับออกจากพรรคต้องมี สส.ร่วมกับกรรมการบริหารพรรคและเป็นมติ 3 ใน 4 แต่ดูไปดูมา สส.และกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่อยู่ตรงนี้หมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะขับใครกันแน่ ไม่ทราบเหมือนกันเพราะเสียงส่วนใหญ่อยู่นี่เกือบทั้งหมด จะขับกันอย่างไร

เมื่อถามว่าเสียงส่วนใหญ่จะขับเสียงส่วนน้อยออกหรือไม่ นายเดชอิศม์กล่าวว่า ไม่มี เราไม่คิดจะขับใครออกจากพรรค เราพร้อมพูดคุยและเจรจา แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาเจรจากับเราเลย ไม่ว่าจะเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หรือทิศทางใดๆ

เมื่อถามว่าหากเป็นเช่นนี้แล้วจะร่วมงานกันอย่างไร นายเดชอิศม์กล่าวว่า เรายินดีพูดคุยอยู่บนเหตุและผลและความเป็นไปได้ อย่างที่ตนยืนยันว่าพวกเราไม่อยากพกมรดกความแค้นในอดีตแล้วมาให้เรารับต่อ หากนโยบายใหม่ที่ดีๆ แล้วให้พวกเรารับต่อ เรายินดีและความจริงแล้วเราก็พบปะกันตลอดแต่เขาไม่พูดคุยกับเรา

“เราพร้อมออกจากความเป็น สส.ของพรรคพรุ่งนี้มะรืนนี้ยังได้เลย หากเรามีความรู้สึกว่าเราทรยศประชาชน ฉะนั้นไม่ว่าคนใต้หรือคนทั้งประเทศเราไม่เคยคิดทรยศ เราซื่อสัตย์ทำงานให้กับประชาชน เรามาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่เราแคร์ที่สุดคือชาติ ประชาชน” นายเดชอิศม์กล่าว

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า พรรคต้องเริ่มต้นจากการประชุมวิสามัญเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ได้ จึงอยากฝากไปถึงฝ่ายที่ทำให้องค์ประชุมล่มว่าจะทำอย่างไรให้องค์ประชุมครบ ส่วนจะแข่งขันก็เป็นปกติของพรรคประชาธิปัตย์ พวกเรายินดีที่จะร่วมด้วย ถึงแม้พวกตนแพ้ ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค เราก็ยินดีให้ความร่วมมือ

สมัยที่แล้วปี 62 ตนไม่ได้เลือกนายจุรินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค แต่เมื่อมติที่ประชุมใหญ่เลือกนายจุรินทร์และคณะมาเป็นกรรมการบริหารพรรค พวกตนก็ทำหน้าที่ลูกพรรคที่ดี หลายครั้งที่มีขบวนการจะล้มนายจุรินทร์แต่พวกตนไม่ยอม ปกป้องมาตลอด แสดงให้เห็นว่าพวกตนยินดีให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย

เมื่อถามว่าพูดได้หรือไม่ว่าขณะนี้พรรคแตกแล้ว นายเดชอิศม์กล่าวว่า ยังไม่ถึงกับแตกหัก อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกัน ยังมีเวลาและคิดว่าต้องลดทิฐิ ต้องมารับฟังกันเพราะทุกคนมาจากประชาชน กว่าจะฝ่าฟันมาได้เป็นเรื่องยากมาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน