17 ปี 19 กันยา 2549 ผ่านไปอย่างเงียบเหงา ไม่ค่อยมีใครกล่าวประณามรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตย นำประเทศหายนะยาวนาน
คงเพราะตั้งรัฐบาลสลายขั้วแล้ว เหลืองแดงจูบปากแล้ว พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นผู้ถูกกระทำ ข้ามขั้วไปจับมือชนชั้นนำ ทักษิณกลับบ้านแล้ว 19 กันยาเลยกลายเป็นวันทำบุญก่อตั้งพรรค
เหลือแต่จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โพสต์เตือนว่า “รัฐประหารไม่เสียของไปทั้งหมด” เพราะวางกลไกตุลาการภิวัตน์ยุบพรรคตัดสิทธิล้มเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ล้นรัฐธรรมนูญ
รัฐประหารไม่ได้ทำกับทักษิณยิ่งลักษณ์เท่านั้น แต่ทำกับประชาชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพทำลายหลักการประชาธิปไตย การรำลึกและประณามรัฐประหาร จึงเป็นหน้าที่ประชาชน และพรรคการเมืองประชาธิปไตย ไม่จำกัดเฉพาะเพื่อไทย
ต้องท้วงติงก้าวไกลเหมือนกันว่า ไม่จัดรำลึกประณามรัฐประหาร ปีหน้าปีโน้น ถ้าเพื่อไทยไม่ประณามรัฐประหารแล้ว พรรคก้าวไกลต้องเป็นเจ้าภาพเพื่อประชาชนผู้ถูกกระทำ
รัฐบาลข้ามขั้วอยู่ในช่วงชูผลงาน อยากให้ประชาชน Move On จากคำประณามตระบัดสัตย์ อยากให้สลายขั้วแบบเหลืองแดงจับมือ แต่ในความเป็นจริง มวลชนกลุ่มต่างๆ กำลังสลับขั้ว เขย่าใหม่ ปรับท่าทีใหม่ จากที่เคยเป็นมิตรเป็นศัตรู หรือจากเคยเป็นแนวร่วมก็กลายเป็นศัตรู
เช่นด้อมส้ม Vs แบก แม้คนเลือกก้าวไกลกับคนเลือกเพื่อไทยโดยทั่วไป ยังมีจุดร่วมและมีบางด้านเป็นมิตรกัน เช่นเลือกตั้งซ่อมระยอง อนุมานได้ว่าคนเลือกก้าวไกลเพิ่มมาจากคนเลือก เพื่อไทย บางส่วนอาจเปลี่ยนใจ บางส่วนยังรักเพื่อไทย แต่ระหว่างก้าวไกลกับประชาธิปัตย์ กาก้าวไกลดีกว่า
พลังมวลชนในปัจจุบัน จึงแยกได้หลายเฉด เริ่มจากเสื้อแดง ที่มีทั้งข้ามไปเป็นส้ม และที่ยังยึดมั่นว่าเป็นแดงต้องเพื่อไทยเท่านั้น ในส่วนหลังมีทั้งคนเปิดใจกว้างและคนเกลียดชังก้าวไกล เห็นเป็นศัตรูอันดับหนึ่ง โทษฐานแย่งธงประชาธิปไตยไปจากพรรคที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
ในส่วนคนรุ่นใหม่ สื่อสังคมออนไลน์ Influencer กล่าวได้ว่ากระแสไปทางก้าวไกล เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ยอมทนต่อปัญหาโครงสร้าง ต้องการปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ยอมรับแนวทางเพื่อไทยที่อ้าง Pragmatism
คนที่ข้ามจากแดงและคนรุ่นใหม่มีจุดร่วมกัน ต้องการกระทุ้งเพดาน แรกทีเดียวไม่ได้มองเพื่อไทยเป็นศัตรู แค่มองว่าล้าหลังกว่า ไม่พร้อมสู้ จนเพื่อไทยข้ามขั้ว จึงโกรธควันออกหู แต่ยังไม่รู้จะทำอย่างไร จำเป็นต้องทน ยังไงเศรษฐาก็ดีกว่าตู่
ติ๊กไว้ว่านี่คือคนกลุ่มใหญ่ที่สุด มีพลังที่สุด ที่อยู่ตรงข้าม เพื่อไทย แต่เพราะยึดหลักประชาธิปไตย มีจุดร่วมมาก่อน มีความสัมพันธ์กันมาก่อน รัฐบาลจึงมีโอกาสหายใจ
ฝั่งเสื้อเหลืองนกหวีด มีจำนวนหนึ่งกลายเป็น “สลิ่มเฟสสอง” เสื่อมศรัทธาอำนาจเห็นพิษรัฐประหาร จนข้ามไปเลือกก้าวไกล เช่นนักกฎหมาย นักวิชาการพันธมิตร หรือสื่อใหญ่ แต่คนเหล่านี้วางใจไม่ได้ว่ายึดมั่นประชาธิปไตย เพราะปี 49, 57 เกลียดทักษิณยิ่งลักษณ์จนไม่เลือกวิธีการ
เสื้อเหลืองจำนวนหนึ่ง ก็ยังเป็นอนุรักษ์ฝังหัว แต่แสดงออกสองแบบ กลุ่มหนึ่งมองก้าวไกลเป็นภัยไปจับมือกับแดงเพื่อไทย อีกกลุ่มไม่จับมือใครแต่จับจุดอ่อน เช่นกลุ่มที่เรียกร้องให้หมอตุลย์ หมอเหรียญทอง หมอพรทิพย์ เข้าไปตรวจอาการทักษิณ
ซึ่งก็ทำให้ฝั่งส้ม-แดงส้ม ขำกลิ้ง แต่ไม่รู้จะปกป้องทักษิณไปทำไม แม้รู้ว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม
อดีต กกต.สมชัย จองกฐินโฆษกรัฏฐาธิปัตย์ วิพากษ์งบเช่าเหมาลำ ก็มีคนขุดโพสต์ดูงาน “หอเอนปิซ่า” แน่ละยังจำได้
แต่ก็มีประเด็นให้สมชัยวิจารณ์ แม้อันที่จริงเป็นเรื่องเล็ก แค่เปิดเผยชื่อทุกคนในคณะเดินทางก็จบ ทำไมไม่เปิดเผยแต่แรก โฆษก “น้ำเต็มแก้ว“ ก็มัวรบกับตัวบุคคล ไม่เข้าใจหน้าที่ว่าต้องชี้แจงประชาชน
พรรคเพื่อไทยเสียความชอบธรรม ต้นทุนติดลบตั้งแต่ต้น ทุกฝ่ายจึงวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทั้งคนรุ่นใหม่เกิดทีหลัง ทั้งคนเคยต่อสู้มาด้วยกัน และคนเกลียดทักษิณจนออกบัตรเชิญรัฐประหาร
กองเชียร์เพื่อไทยกลัวอยู่เหมือนกัน พยายามเรียกร้องว่าอย่าโจมตีรัฐบาลเหมือนยุคยิ่งลักษณ์ ทำอะไรก็ผิด
แต่มันไม่เหมือนกัน ยุคยิ่งลักษณ์ต้องปกป้องเพราะมาอย่างชอบธรรม อย่าลืมว่าหลายเรื่องที่ประชาชนไม่ยอมรับรัฐบาลตู่ ก็เพราะได้อำนาจไม่ชอบธรรม
ถ้าจะเตือนกันในฝ่ายประชาธิปไตย คือใครโจมตีรัฐบาลต้องฟังหูไว้หู ดู Digital Footprint ว่าเป็นสลิ่มมาก่อนหรือไม่ แยกแยะว่ามีน้ำหนักเหตุผลเพียงไร
แต่นั่นแหละ เพื่อไทยก็ต้องยอมรับว่าเพราะตระบัดข้ามขั้ว จึงถูกกระหน่ำทุกวิถีทาง และถ้าจะประคองสถานการณ์ ก็ต้องแยกแยะอย่างเป็นจริง ว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรูระดับไหน
กลุ่มที่เพื่อไทยควรกลัวคือพวกใช้ทุกวิธีการ ไม่ใช่มวลชนประชาธิปไตยซึ่งยังไงก็อยู่ในหลักการ แต่ทั้ง สส.และพวกแบก กลับมองก้าวไกลด้อมส้มเป็นศัตรูอันดับหนึ่งที่ต้องทำลาย
สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็น “ยุคอันเฟรนด์“ หรือเพื่อนหาย ไม่รู้บล็อกเราตั้งแต่เมื่อไหร่