ส.อ.ท. ชี้ รัฐบาล ลุยลดน้ำมัน-ค่าไฟ สอดรับผลโพล มติชน-เดลินิวส์ เชียร์ใส่เงินเข้าระบบ กระตุ้นเศรษฐกิจ แนะ สื่อสารแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้ชัด

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2566 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลโพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? โดย 60% อยากให้รัฐบาลเศรษฐาเข้ามาดูแลเรื่องปัญหาปากท้องมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลเดินหน้าอยู่ และเป็นนโยบายเรื่องแรกที่ทำทันทีที่เข้ามาบริหารประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า โดยลดน้ำมันดีเซลต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร ต่อด้วยลดค่าไฟต่ำกว่า 3.99 บาทต่อหน่วย และล่าสุดลดกลุ่มเบนซินสูงสุด 2.50 บาทต่อลิตร มีผล 7 พ.ย.นี้ เชื่อว่าหลังจากนี้จะลดค่าครองชีพส่วนอื่นอีกเพื่อช่วยเหลือประชาชน

นายเกรียงไกร กล่าวว่า นโยบายขั้นต่อไปที่รัฐบาลจะเดินหน้า คือ การเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน ทั้งการใช้งบประมาณใส่เข้าระบบจำนวนมาก อาทิ การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นนโยบายพื้นฐานที่ทำกันทุกรัฐบาลและทั่วโลก เพราะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้เร็วที่สุด

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ต้องการจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แต่ด้วยงบประมาณที่สูง และขั้นตอนที่ต้องรอบคอบ จึงมีข้อเสนอจากหลายฝ่ายต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องรอบคอบ ล่าสุดกำลังพิจารณากลุ่มคนได้รับเงินว่าจะแบ่งตามรายได้หรือแจกทุกคน

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า การแจกเงินจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยและรัฐบาลชุดนี้ เพราะงบประมาณ 2567 คาดว่าจะเลื่อนออกไปถึง 8 เดือน คือใช้ได้ประมาณเดือน พ.ย.-มิ.ย. 2567 ทำให้ช่วงที่รองบฯ จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจหมุนในระบบ ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ผู้ผลิต เอสเอ็มอี จะได้ขายสินค้า เศรษฐกิจคึกคัก รัฐบาลจึงต้องการแจกเงินดิจิทัลเข้าระบบให้เร็วที่สุด

นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การสื่อสารออกมาค่อนข้างสับสนเรื่องช่วงเวลาแจกเงิน ดังนั้น รัฐบาลต้องชัดเจนทั้งการสื่อสาร การทำรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้การทำนโยบายครั้งประวัติศาสตร์นี้สำเร็จให้ได้

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า อีกนโยบายในการเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน คือ นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน นโยบายนี้ในมุมของ ส.อ.ท. อยากให้ดำเนินการภายใต้รายละเอียดความจำเป็นว่าค่าแรงที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ แต่ละจังหวัดควรอยู่ระดับใด และควรจ่ายตามทักษะแรงงาน

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ที่สำคัญควรให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคี ที่มาจากกรรมการทั้งภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง เป็นผู้พิจารณาขั้นสุดท้าย โดยผลจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ประชาชนมีรายได้ เพิ่มกำลังซื้อในภาพใหญ่ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่เช่นกัน เพียงแต่นายจ้างต้องอยู่ได้เช่นกัน

“ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงระดับ 90.6% ทั้งการลดค่าครองชีพและการเพิ่มเงินในกระเป๋าจึงเป็นการกระชากเศรษฐกิจได้เร็วและแรงที่สุด ตอนนี้มีหน่วยงานข้อมูลบางแห่งระบุกำลังซื้อฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางมาตรการอาจไม่จำเป็น

ประเด็นนี้ต้องดูในเชิงลึกว่าข้อมูลที่ออกมาสำรวจเฉพาะกรุงเทพฯ หรือไม่ เพราะพื้นที่กรุงเทพฯ หากดูในห้างหรือร้านอาหาร ผู้ใช้บริหารเต็ม แน่น แต่ไม่สามารถชี้วัดเศรษฐกิจไทยภาพรวมได้ ต้องดูพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย ผมสอบถาม ส.อ.ท. ในต่างจังหวัดพบว่ากำลังซื้อค่อนข้างเงียบ สะท้อนว่าเศรษฐกิจต้องการการกระตุ้นจริงๆ” นายเกรียงไกร กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน