พิชิต ร่ายยาว แจงปมกู้เงินแจก 10,000 บาท ย้ำยึด พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ ยัน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ชี้ออกพ.ร.บ.ให้สภาตรวจสอบได้ โต้โดนวิจารณ์ไม่ตรงปก
เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2566 นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงรายละเอียดการกู้เงิน เพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า ปัญหามีไว้ให้แก้ แต่ผู้นำที่ดีย่อมแก้ก่อนมีปัญหา ซึ่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดหลักการเกี่ยวกับวินัยการเงินการคลัง เพื่อช่วยให้หน่วยงานของรัฐรักษาวินัยการเงินการคลัง และดำเนินนโยบายด้านการคลังตามกรอบที่กฎหมายกำหนด
โดยเงินที่กู้กระทรวงการคลังจะเก็บไว้เพื่อจ่ายออกตามโครงการ ไม่ต้องนำส่งคลังเพื่อเข้าบัญชีเงินคงคลัง ทำให้รัฐบาลสามารถตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงิน และจ่ายเงินแผ่นดินตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังได้
รูปแบบของกฎหมายเฉพาะเพื่อกู้เงินตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 ทำได้ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบของพ.ร.บ. หรือ รูปแบบของพ.ร.ก. เพราะถ้อยคำในพ.ร.บ.วินัยการเงินฯ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง กำหนดเพียงว่า มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ ซึ่งถ้อยคำนี้มีความแตกต่างกับเงื่อนไขในการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคสอง ที่กำหนดว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องตามความหมายในพ.ร.บ.วินัยการเงินฯ มาตรา 53 จึงไม่ต้องถึงขนาดเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ตามมาตรา 172 วรรคสองเพราะหากถึงขนาดเป็นกรณีฉุกเฉิน รัฐบาลสามารถออกกฎหมายเพื่อกู้เงินโดยตรา พ.ร.ก.ตามมาตรา 172 ได้อยู่แล้ว
นายพิชิต ระบุต่อว่า ด้วยเหตุนี้ หากรัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบัน มีปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ความจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ และโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต จะส่งผลให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านการบริโภคและการลงทุน
รวมทั้งจะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต รัฐบาลย่อมตรากฎหมายเฉพาะเพื่อกู้เงิน โดยรูปแบบของ พ.ร.บ.ได้ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินฯ มาตรา 53 และไม่ถือว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และมาตรา 62
นายพิชิต ระบุว่า การที่รัฐบาลได้เลือกรูปแบบของกฎหมายเพื่อกู้เงิน โดยออกเป็นพ.ร.บ. แทนที่จะออกเป็นพ.ร.ก.นั้น รัฐบาลมีเจตนาให้กระบวนการตรา พ.ร.บ.เพื่อกู้เงินนี้ ผ่านการตรวจสอบ ถ่วงดุลตามกลไกของรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาร่วมกันพิจารณาทบทวนเหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ ระยะเวลา และแผนงานหรือโครงการฯ อีกครั้งหนึ่ง อันเป็นกระบวนการตรวจสอบในวิถีทางประชาธิปไตย และยังเปิดให้สมาชิกรัฐสภา ส่งเสนอความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบร่างพ.ร.บ.กู้เงินว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าการดำเนินโครงการนี้ ได้กระทำบนพื้นฐานโดยสุจริตและมิได้ใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่มีเจตนาซ่อนเร้นหรือแอบแฝงเพื่อหาทางลงตามที่มีหลายฝ่ายวิจารณ์ เพราะรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้ มีความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนครอบคลุมมากกว่า 50 ล้านคน
และต้องไม่ลืมว่า ยังมีประชาชนอีกมาก ยังคงเฝ้ารอโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้มาก ช่วยให้ประชาชนคิด วางแผน เพื่อนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ หรือหารายได้เพิ่มเติมได้อีกช่องทางหนึ่ง
นายพิชิต ระบุอีกว่า ส่วนที่นักวิชาการวิจารณ์ว่าโครงการดังกล่าว ไม่ตรงปก เพราะกู้มาแจก 100% ไม่เหมือนตอนยื่นนโยบายต่อกกต. ที่บอกจะนำเงินมาจากงบประมาณแผ่นดินนั้น ขออธิบายว่าในประเด็นนี้ พรรคเพื่อไทยได้ชี้แจงกกต. ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 57 โดยระบุเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า ที่มาของวงเงินที่จะใช้ดำเนินการ สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์ด้านการคลังของประเทศ
วันนี้รัฐบาลได้หาข้อสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนแล้ว ว่าการเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจมูลค่า 6 แสนล้านบาท ต้องออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 1 แสนล้านบาท จึงปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมตามสถานการณ์ด้านการคลังของประเทศตามที่แจ้งต่อ กกต.แล้ว
ที่ปรึกษานายกฯ ระบุว่า อยากฝากให้คิดว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงินในครั้งนี้ เพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ และวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อนำประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล แม้มีหลายฝ่ายกังวลว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่การตีความกฎหมายนั้น ดังสุภาษิตที่ว่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย จึงเป็นเรื่องสองคนย่อมเห็นต่างกันได้อย่างสร้างสรรค์ แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ที่สำคัญประชาชนรอความหวังกับโครงการนี้อยู่
ที่ปรึกษานายกฯ ระบุว่า ตนเห็นข่าวยายอายุ 71 ปี กระโดดลงไปในน้ำเพื่อตามเก็บธนบัตร 1,000 บาทเพียงใบสุดท้ายโดยไม่ห่วงชีวิต จึงอยากสะท้อนให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ หากเรามองปัญหามาจากหอคอยงาช้าง ย่อมไม่อาจเห็นปัญหาที่อยู่จุดข้างล่างได้
“ท้ายสุดหากเรื่องนี้ไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นนี้เอง อย่างไรก็ตาม เมื่อวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เผชิญอยู่ในวันนี้ และมีแนวโน้มก่อให้เกิดปัญหาอีกหลายประการตามมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ มีหน้าที่ต้องรีบจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน เพราะทุกปัญหาย่อมมีไว้ให้แก้ แต่ผู้นำที่ดีย่อมแก้ก่อนมีปัญหา” ที่ปรึกษานายกฯ ระบุ