เริ่มแล้ว เวทีสรุปโพล มติชนxเดลินิวส์ ‘ปราปต์’ ชี้ผลโพล สะท้อนโจทย์ใหญ่รัฐบาล ต้องดึงคนอีกกลุ่มให้สนใจการเมือง ‘ปารเมศ’ ปลุกคนต่ำกว่า 30 ปี ร่วมส่งเสียงชี้อนาคตประเทศ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 พ.ย.2566 ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ร่วมจัดรายการพิเศษ สรุปโพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? โดยเปิดให้ ทุกภาคส่วน ร่วมกันทำโพลผ่านทุกช่องทาง ทางเว็บไซต์และสแกนคิวอาร์โค้ด ของสื่อเครือมติชน และเดนิวส์ ระหว่างวันที่ 1-31 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนเสียงความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้แก้ไขปัญหาอะไรก่อน ระหว่าง 1.การเมือง 2.เศรษฐกิจ ปากท้อง

โดยมี น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัทมติชน จำกัด(มหาชน) นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองกรรมการผู้จัดการมติชนฝ่ายสื่อออนไลน์ และบรรณาธิการข่าวสด นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน

นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการ และ คอลัมนิสต์ มติชนสุดสัปดาห์ พร้อมผู้บริหารทั้งเครือมติชน และเดลินิวส์ นายโอโมริ สึคาสะ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ เข้าร่วมงาน ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรมติชนทีวี

จากนั้นมีการเสวนาในหัวข้อ : วิเคราะห์ข้อมูลโพล มติชน x เดลินิวส์ โดยนายปราปต์ กล่าวว่า สิ่งที่เห็นจากผลการทำโพลในช่วง 30 วันที่ผ่านมานั้น หลักๆ คือ ถ้าเป็นโจทย์ใหญ่ในฐานะสื่อที่มาร่วมทำโพลด้วย และในฐานะที่ผ่านการทำโพลร่วมกับเดลินิวส์มา 2 รอบใหญ่ ผ่านการทำโพล 3 ครั้ง ที่รวมโพลช่วงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาด้วย

นายปราปต์ กล่าวต่อว่า การทำโพลครั้งนี้ คือ รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร กับ โพลเลือกตั้ง จะเห็นว่าการมีส่วนร่วมทำโพลครั้งนี้จะไม่เท่ากับช่วงเลือกตั้ง จะเห็นว่าตัวเลขการทำโพลครั้งนี้ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับโพลช่วงเลือกตั้ง ช่วงโพลเลือกตั้งจะมีผู้ร่วมทำโพลประมาณ 8 หมื่นคนต่อครั้ง ถ้ารวม 2 ครั้ง ก็ประมาณแสนกว่าตัวอย่าง

ขณะที่โพลครั้งนี้มีผู้ร่วมทำโพลประมาณ 4 หมื่นกว่าคน ในฐานะคนทำโพลและคนทำสื่อก็ประเมินได้ว่า เกิดจากปัจจัยใดบ้าง ถ้าถามว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายไหม ก็คิดว่าไม่เหนือความคาดหมายเสียทีเดียว ถ้าดูจากในฐานะคนทำข่าว จะเห็นว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ข่าวการเมืองซึ่งเคยมีความนิยม หรือได้รับการติดตามอ่านเยอะจากช่วงต้นปีจนถึงช่วงเลือกตั้ง จนถึงเดือนมิ.ย.-ก.ค. คนตามข่าวการเมืองลดลง

นายปราปต์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น อาจมองได้ว่าคนอาจจะกระตือรือร้นหรืออินกับการเมืองลดลง แต่อีกประเด็นที่น่าคิดเหมือนกัน คือ เห็นได้ชัดว่ามีความขัดแย้งในการจัดตั้งรัฐบาล คือ การได้มาของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้รับความเห็นด้วยจากคนทั้งหมดในสังคม ตนจึงมองว่าตัวเลขการทำโพล อาจมีนัยยะที่เชื่อมโยงถึงการเมืองในภาพใหญ่ด้วยเหมือนกัน คือ ในเมื่อคนจำนวนหนึ่งคิดว่าไม่ได้สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ จึงคิดว่ายังจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านการทำโพล

มองว่ามีสองนัยยะ คือ ระหว่างคนไม่ตื่นตัวทางการเมือง กับ คนที่ไม่คิดว่าตัวเองคือส่วนหนึ่งกับรัฐบาล ซึ่งมองว่ายังเป็นโจทย์ใหญ่เหมือนกันว่า ถ้าลองพลิกไปในมุมของรัฐบาล ว่านี่คือรัฐบาลอีกเฟสหนึ่งหลังจากการรัฐประหาร 2557 นี่คือ 1.โพสต์ของรัฐบาลลุงตู่ 2.เป็นรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทย ยอมรับตรงกันว่าใช้ต้นทุนไปหมด นี่คือรัฐบาลเมื่อต้องใช้ต้นทุนไปทั้งหมด จึงต้องได้รับการสนับสนุนจากคนที่เยอะมาก

แต่ปัจจุบันจากที่เห็นจากผลการทำโพลก็ดี จากกระแสคนที่อ่านข่าวการเมืองก็ดี จะเห็นว่ามีคนอย่างน้อยอีกครึ่งหนึ่ง ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ จึงนำมาซึ่งนโยบายต่างๆที่ออกมา ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลเหมือนกัน อันนี้ คือ ภาพรวมใหญ่ที่ได้เห็นจากการทำโพลครั้งนี้

ด้านนายปารเมศ กล่าวว่า การทำโพลครั้งนี้สะท้อนเรื่องใดบ้างนั้น มีทั้ง นายกฯ นักการเมือง ดารา ภาคประชาสังคม ภาคส่วนต่างๆ ร่วมทำโพลครั้งนี้ ถ้าพูดถึงดารา มองว่าเป็นผลบวกกับโพล เพราะดาราเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนทั่วไปน่าจะมีส่วนช่วยให้ประชาชนมาร่วมโหวตโพลมากขึ้น แต่ในส่วนนักการเมือง มองได้ 2 มุม คือ ถ้าชอบนักการเมืองท่านนั้นก็อาจจะช่วยโหวตด้วย แต่อีกมุมหากไม่ชอบอาจจะไม่สนใจโพลครั้งนี้

ส่วนผลโพลที่ออกมา ดูแบบกว้างๆ จะพบว่า คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปร่วมโหวตกว่า 80% เท่ากับว่าคนที่มีอายุเกิน 30 ปี ให้ความสนใจประมาณหนึ่ง

นายปารเมศ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันคนที่อายุน้อยลงมานั้น ถือว่าให้ความสนใจทำโพลน้อย ประเด็นนี้อาจจะเหมือนอย่างที่นายปราปต์ ระบุว่าอาจมาจากกระแสการเมือง พอโหวตแล้วไม่ได้รัฐบาลตามเจตจำนง ทำให้ประชาชนอาจไม่สนใจการเมือง

ตรงนี้อยากสื่อสารว่าจริงๆแล้ว อยากให้คนอีกรุ่นหนึ่งเข้าไปมีส่วนร่วม ทางการเมืองมากกว่านี้ เพราะจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ เพราะการที่เราทำโพลออกมาแล้วมีคนเข้ามามีส่วนร่วมมาก ยิ่งคนที่อายุน้อย คือ ต้องมาว่าอนาคตประเทศนับจากนี้ ขึ้นอยู่กับเสียงของพวกคุณ จึงมองว่าควรต้องมาสนใจให้มากกว่านี้ เพื่อให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน