2 สื่อยักษ์ เปิดเวทีสรุปโพล มติชนXเดลินิวส์ นักวิชาการ แนะรัฐต้องให้ความสำคัญแก้ปัญหาทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ ‘อรรถจักร์’ ระบุคนไม่ว้าว ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ ด้านอนุสรณ์ แนะรัฐบาลผ่าตัดประเทศ แก้ปัญหาโครงสร้าง อย่าให้แค่ยาแก้ปวด
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 พ.ย.2566 ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด มีการสรุปโพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? โดยมีนายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ และผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมวิเคราะห์ผลโพล

ผู้บริหารเครือมติชน และเดลินิวส์ นักวิชาการ ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน
นายปราบต์ กล่าวว่า ผลโพลมติชน X เดลินิวส์ รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร แม้การมีส่วนร่วมไม่เท่ากับผลโพลการเลือกตั้ง ที่มีจำนวนโหวตกว่า 8 หมื่นคน ในครั้งนี้ลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง คือ ประมาณ 4 หมื่นกว่าคน ในฐานะคนทำโพลต้องวิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไร แต่จำนวนผลโพลถือว่าไม่เหนือความคาดหมาย เพราะในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ข่าวการเมืองที่เคยเป็นที่นิยมมากในช่วงต้นปีจนถึงการเลือกตั้ง แต่ปัจจุบันกลับกลายมีคนติดตามข่าวการเมืองน้อยลง
สิ่งที่น่าคิดและเห็นชัดคือ ความขัดแย้งของกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล การได้มาซึ่งรัฐบาลที่ไม่ได้รับความเห็นด้วยจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ทำให้ตัวเลขคนทำโพลครั้งนี้มี 2 นัยยะเชื่อมโยงกับที่มาของรัฐบาล คือ จากความรู้สึกไม่สนับสนุนวิธีการจัดตั้งรัฐบาล จึงอาจไม่เข้าร่วมแสดงความเห็น แต่ไม่ว่าโจทย์เป็นอย่างไร สุดท้ายจะเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลหลังรัฐบาลประยุทธ์ และใช้ต้นทุนไปหมด และอีกนัยยะ คือ กระแสคนอ่านข่าวการเมืองที่ยังไม่ได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับรัฐบาลชุดนี้
นายปารเมศ กล่าวว่า คนเข้ามาแสดงความเห็นจากโพลครั้งนี้มีหลากหลายหน้าตา ถ้าพูดถึงดาราเป็นผลบวกของประชาชน เพราะจะประชาชนทั่วไปที่ได้รับเห็นรับชมจากดาราจะเข้ามาร่วมโหวต แต่ถ้าเป็นนักการเมือง จะมีทั้งชอบนักการเมืองรายนั้น หรือไม่ชอบก็ไม่สนใจโพลนี้เลย
ทั้งนี้ หากดูจากโพลเห็นว่าคนอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปมีถึง 80% ให้ความสนใจ แต่ขณะที่อายุน้อยลงมาให้ความสนใจน้อย สะท้อนว่ากระแสการเมืองหากไม่ใช่รัฐบาลที่ตัวเองชื่นชอบก็ไม่สนใจ ซึ่งส่วนตัวอยากให้คนอีกรุ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้จะส่งผลดีต่อประเทศชาติ โดยการทำโพลถ้ายิ่งมีส่วนร่วมมากและยิ่งอายุน้อยจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
นายปารเมศ กล่าวอีกว่า จากโพลมีทั้งคนอยากให้แจกปลาแต่ส่วนหนึ่งเขาอยากได้อุปกรณ์ส่งเสริมให้จับปลาง่ายขึ้น ตอนนี้คนมองเรื่องการตัดค่าใช้จ่าย ชาวนาต้องการรัฐบาลลดต้นทุน เป็นจุดสำคัญ ชาวนาชาวสวนเป็นพลเมืองประชาชนหลักของประเทศไทย อยากให้รัฐบาลช่วยลดต้นทุน ทุกรัฐบาลพูดว่าจะทำแต่ไม่เห็นที่จะทำจริงจัง

สรุปโพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?
ด้านนายอัครพงษ์ กล่าวว่า โพลมติชนxเดลินิวส์ เป็นการสำรวจความคิดเห็นกว่า 40,000 คนถือว่าเยอะมาก เพราะที่ผ่านมาสำรวจวิจัยต่างๆ 2,000 คน โพลนี้มากกว่ามาตรฐานเยอะ แต่ช่วงโพลเลือกตั้ง 80,000 คน เพราะคนอยากจะส่งเสียง โดยบรรยากาศเลือกตั้งกับหลังเลือกตั้งแตกต่าง และเห็นจากการหาเสียงพรรคการเมือง เน้นไปที่แก้เชิงโครงสร้าง ปฏิรูปนั้นนี่ส่วนใหญ่ แต่พอหลังเลือกตั้งมาถึงโลกความเป็นจริง คีย์เวิด คือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อย่างไร ทำให้โพลนี้จะสะท้อนให้เงินในกระเป๋าไม่น้อยลงและเติมมากขึ้น
ขณะที่จำนวนคนโหวต 40,000 คน สะท้อนเรื่องสัดส่วนประชากรจริงได้พอสมควร โดยถ้าดูเรื่องเพศผู้ชายสัดส่วน 60% หญิง 33% และกลุ่ม LGBT 5% ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องมากถึง 60.23% มากกว่าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยส่วนใหญ่มี 25% ต้องการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน , มี 21% ต้องการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน หนี้สาธารณะ , 17% แก้ปัญหาการเกษตร , มีถึง 16% ต้องการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท , 15% เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนปริญญาตรี และ 6% ปัญหาอื่นๆ
ทั้งนี้ ความน่าสนใจ คนกรุงเทพ คนภาคกลางคือภาคที่ต้องการเงินดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าแก้ปัญหาเกษตร แต่ภาคอื่นๆต้องการแก้หนี้สิน ลดค่าน้ำค่าไฟ และเพศหญิงให้ความสนใจการเพิ่มค่าแรงมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ขณะที่กลุ่มอายุที่ 51 ปีต้องการลดน้ำมัน , กลุ่มคนอายุ 31-40 ปีคนวัยกลางคนต้องการเพิ่มค่าแรงมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ขณะที่เพิ่งทำงานใหม่ ต้องการเพิ่มค่าแรงมากกว่าแก้ปัญหาหนี้สิน นอกจากการให้ลดค่าน้ำค่าไฟ สุดท้ายเป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ต้องการเงินเดือนค่าตอบแทนมากกว่า และต้องการเงินดิจิทัลมากกว่าแก้ปัญหาหนี้สิน
ด้านประเภทการศึกษา กลุ่มปริญญาตรี ต้องการเพิ่มรายได้มากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต แต่ต่ำกว่าปริญญาตรีต้องการดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าแก้ปัญหาเกษตร ส่วนปริญญาโทต้องการเพิ่มรายได้มากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต เช่นเดียวกับปริญญาเอก ต้องการลดปัญหานี้สิน ลดค่าน้ำค่าไฟ ส่วนกลุ่มอาชีพทุกคนเห็นเหมือนกันยกเว้นนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเงินเดือนและลดค่าน้ำค่าไฟและดิจิทัลวอลเล็ต ถ้าดูระดับรายได้คนต้องการดิจิทัลวอลเล็ตอยู่ในกลุ่มของเงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท และกลุ่มเด็กจบใหม่ต้องการเพิ่มรายได้ตนเองด้วย
“เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่รัฐบาลต้องทำ อยู่ทางสองแพร่ง ต้องการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน และมีเกือบ 40% อยากแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นปัญหาระยะยาว ถ้าโครงสร้างดี การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้จะเห็นชัดเจนอยู่แล้ว รัฐบาลในการบริหารประเทศจึงต้องให้ความสำคัญกับทั้ง 2 เรื่อง” ผศ.อัครพงษ์ กล่าว

เสวนา ในหัวข้อ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?
จากนั้นมีการเสวนา ในหัวข้อ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? โดยมีดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยรศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการ – คอลัมนิสต์ มติชนสุดสัปดาห์ ร่วมเสวนา
นายอรรถจักร์ กล่าวว่า โพลนี้มีความสำคัญแม้จำนวนคนที่ทำโพลจะลดลงครึ่งหนึ่งจากการทำโพลเดลินิวส์Xมติชนครั้งแรก คือจาก 8 หมื่นคนเหลือ 4 หมื่นคน แต่เป็น 4 หมื่นคนที่มีความตั้งใจในการทำโพลเพื่อชี้ให้เห็นความปรารถนาที่แท้จริงของประชาชน ของคนที่ไม่เคยมีเสียง หรือเสียงไม่ดัง ที่ทุกคนต้องรับฟัง ลึกลงไปในความปรารถนานี้
ผลโพลทั้ง 2 ด้าน คือเศรษฐกิจปากท้อง และโครงสร้าง จึงสะท้อนให้ผู้คนรับรู้ถึงปัญหาและจัดวางตัวเองในเงื่อนไขของปัญหา ซึ่งในเรื่องของปัญหาปากท้อง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ตนคิดว่าราคาน้ำมันเป็นเรื่องใหญ่สุด โพลจึงสะท้อนการรับรู้การวางตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงในฐานะพลเมือง เป็นภาพที่ผู้คนรับรู้ถึงปัญหาและตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาสำคัญ
นายอรรถจักร์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าโพลนี้เป็นตัวแทนคนไทยที่ต้องการสะท้อนความเหลื่อมล้ำโครงสร้างทางอำนาจ ซึ่งประชาชนต้องการเครื่องมือจับปลา เขาไม่ต้องการให้คุณมาให้ปลา ปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนขึ้นในสังคมไทย ถ้าเกิดรัฐบาลนี้ พรรคฝ่ายค้าน หรือรัฐบาลหน้ามองเห็นปัญหาจึงต้องคิดในรายละเอียดให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา เช่น ปฏิรูปกองทัพต้องทำอย่างไรบ้าง ไม่ใช่แค่การยุบ กอ.รมน. หรือแก้ปัญหาราคาน้ำมันต้องทำอย่างไร ถ้าคิดถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัญหาเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลนั้นจะกลายเป็นรัฐบุรุษ ยกตัวอย่างนโยบาย 30 บาทที่เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
ดังนั้น โพลนี้จึงสะท้อนความปรารถนาของประชาชนที่อยากมีส่วนร่วมและอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อย่างไรก็ตามการที่กระแสเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทไม่ขึ้น เพราะคนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าถ้าคุณกู้มาเมื่อไร พวกฉันและลูกฉันก็ต้องจ่ายด้วย
นายอรรถจักร กล่าวว่า อยากฝากรัฐบาลว่าอย่าไปคิดแค่แก้ปัญหาปากท้องอย่างเดียว พี่น้องประชาชนเขาตระหนักว่ามันมีความเหลื่อมล้ำอยู่มากมาย การแก้ปัญหาค่าน้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน โดยคิดว่าเป็นการแก้ความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลอาจจะได้แต้มในช่วงสั้นๆในตอนนี้ แต่ประชาชนยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่นั้น มันต้องไปไกลกว่านั้น เขาอยากให้รัฐบาลสร้างแนวทางไปสู่เรื่องอื่นๆ มากกว่า ถ้ารัฐบาลยังแก้แบบนี้ซึ่งอาจทำได้ไม่นานนัก ราคาน้ำมันจะแก้ได้กี่เดือน ผมคิดว่ายากมาก ค่าไฟก็คงจะยาก คะแนนก็ไม่ได้ คนจะรู้สึกว่าถ้ารัฐบาลทำแค่นี้ก็เท่ากับหลอกประชาชน
ส่วนเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ที่มีการกำหนดเงื่อนไขรายได้ไม่เกิน 7 หมื่นบาท เงินฝากในบัญชีไม่เกิน 5 แสนบาทนั้น ตัวนี้คนหัวเราะก๊ากเลย และประชาชนมองว่าถูกหลอกอีกแล้ว ผมคิดว่าโอกาสที่จะเปรี้ยงปร้างอย่างที่เขาหวังคงไม่ได้ เพราะสำหรับประชาชนคงไม่ได้อะไรเท่าไร ท้ายที่สุดแล้วคนที่ได้คือร้านค้าใหญ่ ลองดูถ้าเขาออกเป็น พ.ร.บ.เงินกู้ได้ คิดว่าเดือนแรกก็จะได้เห็นเลยว่ามันจะเปรี้ยงหรือไม่เปรี้ยง
โดยเงื่อนไขของรัฐบาลนี้คือ เป็นโครงสร้างของรัฐบาลพิเศษ เขาขึ้นมาเพื่อลดกระแส เขาทำได้แค่นี้ เราแนะนำว่าเขาต้องปฏิรูปโครงสร้าง แต่หันซ้าย หันขวา หันไปข้างบน ก็เจอแต่กลุ่มทุนเจออะไร ดังนั้น เขาคงจะมีแพะไว้สำหรับให้โบ้ยไปว่าเรื่องต่างๆ ล้มเหลวไปเพราะอะไร เช่น เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทล้มเหลวเพราะคนนั้นคนนี้ ท้ายที่สุดคาดเดาว่าต้องยุบสภา
อยากฝากรัฐบาลชุดนี้ว่ามันก็อาจจะมีจังหวะ หรือโอกาส อาจจะไม่ใช่นายเศรษฐา แต่อาจจะเป็นใครก็ได้ คุณมีโอกาสเป็นรัฐบุรุษ ถ้าคุณกล้าตัดสินใจ สมมตินายเศรษฐาอยากแตกหักก็ไปหา สส. มาเป็นพรรคพวกจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะแตกหักในบางเรื่อง ก็มีโอกาสที่จะเป็นรัฐบุรุษได้ แต่ดูแนวโน้มแล้วคงยากมากที่เขาจะทำ คงยากที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และเราคนจะทนอยู่แบบนี้ เซ็งๆและปกครองไปอีก 2ปี แล้วยุบสภา โดยหวังว่าการให้ยาแก้ปวดมันจะทำให้เสียงโหวตเขามา
สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาคิดได้ก็คือเสียงของประชาชนที่ดังขึ้นแรงขึ้น จนเขารู้สึกว่ามันขวางไม่ได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลนี้และรัฐไทยเป็นตัวจรรโลงและค้ำยันความเหลื่อมล้ำ และปัญหาของสังคมทั้งหมดเกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำนี้
ด้าน รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า ผลโพลไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ ที่ต้องการให้ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ต้องการรายได้เพิ่มขึ้น ต้องการแก้ปัญหาหนี้สิน แต่ความน่าสนใจอยู่ที่รายละเอียด อยู่ที่กลุ่มคน รายได้ พื้นที่ การศึกษาที่ต่างกัน
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็น คือ ประชาชนมีความตื่นรู้มากขึ้น เกี่ยวกับปัญหาโครงสร้างการเมือง แม้จะไม่ใช่อันดับหนึ่งที่ต้องการให้แก้ปัญหาก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นปัญหาเฉพาะหน้าที่มาจากปัญหาโครงสร้างที่มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ประชาชนเห็นว่า การแก้ปัญหาที่สำคัญ คือ การแก้ระบบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ประเทศนี้ไม่ยุติธรรมเพราะไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ มีหลายมาตรฐาน
ส่วนปัญหาเศรษฐกิจ ที่น้ำมันแพง มีหนี้สิน ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ขยัน หรือไม่มีวินัยทางการเมือง แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ รัฐบาลต้องทำงานด้านโครงสรร้างมากขึ้น จะให้ยาแก้ปวดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องผ่าตัด เพราะระบบทุนนิยม ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ อำนาจทุนผูกขาด เป็นที่มาของความไม่ใช่ประชาธิปไตย ดังนั้นจึงต้องแก้โคงรสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม อำนาจผูกขาด แต่ถ้าเราอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นความหวังของผลโพล คือ ประชาชนตื่นรู้ถึงความสัมพันธ์แบบอุปถัมถ์ ต้องเบาลง แต่ไม่ได้หมดไป การทำงานแบบอุปถัมภ์ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม รัฐบาลต้องทำมากกว่าการให้ยาแก้ปวด แต่ก็ต้องให้ ไม่ให้ก็อยู่ลำบาก
ส่วนการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท สิ่งสำคัญคือประเมินภาวะเศรษฐกิจ ในมุมของเศรษฐศาสตร์ การกู้เงินมาแจกยิ่งไม่มีความจำเป็น แต่ก็เข้าใจว่าเป็นนโยบายหาเสียงของรัฐบาล หากกู้เงิน 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะของไทยก็ยังไม่เกิน 70 % ของจีดีพี แต่ถ้าเกิดภาวะเสี่ยงด้านวินัยการคลังก็ต้องนำไปพิจารณา ซึ่งน่าจะขัดกับหลักนิติศาสตร์
ดังนั้น รัฐบาลจึงออกเป็นพ.ร.บ. เพราะต้องผ่านด่านสภา ถ้าทำไม่ได้รัฐบาลก็ลอยตัว เพราะพยายามทำแต่ขัดต่อกฎหมายจึงทำไม่ได้ แต่ถ้าทำได้ก็ต้องระวังความเสี่ยง สิ่งที่ทำได้คือ ลดขนาด พร้อมมีมาตรการเสริม แปลงเป็นการลงทุน การประกอบอาชีพ แบบนี้จะยั่งยื่น เพราะตอนนี้เงินที่จะได้ส่วนใหญ่นำไปบริโภค
อย่างไรก็ตาม หลักเศรษฐศาสตร์มหภาคจึงไม่จำเป็นมาก แต่ถ้ารัฐบาลอยากทำก็ทำไป เพราะหาเสียงมาแล้ว แต่เมื่อดูภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้เริ่มมีการเติบโตของเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวขยายตัว ส่งออกเริ่มมีสัญญาณเป็นบวก ภาคการลงทุนทยอยฟื้นตัว ในขณะที่ยังมีตัวแปนเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เช่น สงครามอิสราเอล ระดับรายได้ประชาชาติ รายจ่ายภาคเอกชน อัตราแลกเปลี่ยน ระดับอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งจุดเปลี่ยนระบบการเงิน ทั้งบทบาทของทองคำ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ผลของการแตกตัวของโลกาภิวัตน์ เป็นต้น และนี่คือสิ่งสำคัญจากปัญหาระบบใหญ่ที่กระทบกับทุกคน
รศ.ดร.อนุสรณ์ ย้ำว่า ส่วนตัวอยากให้พรรคก้าวไกลจับมือกับพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้เพราะมีเสียงสว. 250 เสียง ทุกคนก็ต้องช่วงชิงกัน แต่ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทยก็ควรเอาก้าวไกลเข้าร่วมรัฐบาล ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง เอาก้าวไกลเข้ามา เอาพรรคอื่นออก เพราะตอนนี้หากดูคนคุมกระทรวงพลังงาน ไม่มีทางปฏิรูปอะไรได้ รวมทั้งกระทรวงกลาโหม แต่พรรคก้าวไกลจะมีพลังในการขับเคลื่อนที่แรงมาก
ผลโพลที่ถามประชาชน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มีปัญหาโครงสร้างซ่อนอยู่ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ มันเป็นการตอบโจย์ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจมีการชะลอให้นานที่สุด ค่าแรงงานขั้นต่ำ 600 บาทไม่มีทางเป็นไปได้ แต่หากมีการทำอนุสัญญา ILO ฉบับที่87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ร่วมนั้น เจ้าของที่มีประชาธิปไตย ต้องชอบ เพราะเรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเยอะมาก ลูกจ้างไม่มีปากเสียง แต้ถ้ามีอนุสัญญาตัวนี้ ลูกจ้างจะเข้มแข็ง ผู้ประกอบการจะทำแบบเดิมกับลูกจ้างไม่ได้ มิติแรงงานเป็นส่วนหนึ่งของความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า สำหรับบทบาทของกลุ่มเจ้าสัว ตนเคยทำงานกับเจ้าสัว ในช่วงทำงานใหม่ๆ สิ่งที่ตนเห็น คือ เจ้าสัวปรับตัว แม้มีสายสัมพันธกับทาการเมือง แต่เมื่อมีการแข่งขันด้านการตลาด เจ้าสัวกลุ่มนี้จะอยู่รอด แต่มีกลุ่มทุนบางกลุ่มก็อยู่ไม่ได้ เพราะหลายคนไม่ได้มีความเชื่อทางการเมืองที่ชัดเจน กลุ่มชนชั้นสูงของสยามประเทศ ปรับตัวได้ดีที่สุดหากดูในประวัติศาสตร์ สยามหรือประเทศไทย กลุ่มจารีตปรับตัวได้เก่งที่สุด โดยภูมิหลังจะเป็นนักปฏิรูป สยามไม่เคยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่รุนแรง มีแต่การเปลี่ยนแปลงแบบผ่อน คือ ค่อยๆ ปรับ ทั้งนี้ ขึ้นอยูแล้วกลุ่มชนชั้นสุงจะลุแก่อำนาจหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทุกคนควรต่อสู้อยู่ในระบบรัฐสภา ไม่ใช่ท้องถนน กลุ่มอนุนิยมล้าหลัง ก็ตั้งพรรคการเมืองมาสู้กัน คนส่วนน้อยกุมศาล กุมกองทัพ แต่ประชาชนส่วนใหญ่กุมระบบเลือกตั้ง เพราะผลการเลือกตั้งปี 66 ประชาชนต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างทางสังคม