หมอเลี้ยบ รับ แหล่งเงินดิจิทัลวอลเล็ต มี 2 ทาง กู้ในประเทศ-ต่างประเทศ ศิริกัญญา ย้ำเตือนหวั่นผิดกฎหมาย ชี้ รัฐบาลกระตุ้นไม่ดูเศรษฐกิจประเทศ

เมื่อวันนี้ 16 พ.ย. 2566 นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรมว.คลัง และกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมพูดคุยในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เกี่ยวกับประเด็นการกู้เงินมาแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

โดยช่วงหนึ่ง น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า สภาพคล่องตอนนี้ลดลงจริง ทุกวันนี้เวลาธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการคลัง จะออกพันธบัตรรัฐบาล ก็ระดมทุนได้ค่อนข้างยาก เพราะสภาพคล่องต่ำจริง แต่วิธีการที่เราจะทำ คือ ออกพ.ร.บ.เงินกู้ ซึ่งต้องไประดมทุนในตลาดนี้ ไปแย่งสภาพคล่องเข้าไปอีก สรุปแล้วจะช่วยเรื่องสภาพคล่องได้อย่างไร

ขณะที่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ถ้าถามว่าทางออกของประเทศจะเป็นอย่างไร รัฐบาลมีทางออกอย่างน้อย 2 ทาง คือ กู้ในประเทศและต่างประเทศ ส่วนในประเทศจะกู้แบบไหน ขอให้คนที่เกี่ยวข้องเป็นคนบอกว่าวิธีการเป็นอย่างไร สำหรับการกู้เงินต่างประเทศอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่จะมีปัญหาเรื่องดอกเบี้ย ในทั่วโลกมีเงินเยอะ แต่จะต้องหาแหล่งเงินที่ดอกเบี้ยราคาถูก ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาสที่สามารถทำได้

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตนตื่นเต้นเลย เพราะแบบนี้จะไม่ใช่มาตรา 53 แล้ว ที่เป็นการระดมทุนภายในประเทศ แต่เป็นมาตรา 56 คือ ออกเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และจะต้องใช้เป็นเงินกู้ต่างประเทศเท่านั้น โดยจะต้องมีโครงการที่ชัดเจน และต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ต้องวิกฤตแล้ว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนตอบคำถามว่าเงินจะมาจากไหน นั่นคือมี 2 ทาง ทางแรกคือในประเทศ ซึ่งถ้าบอกว่าต้องยึดมาตรา 53 นี่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ถ้าสมมติต้องเอาเงินจากต่างประเทศ ก็มีช่องทางที่หาเงินได้ ตามมาตรา 56 สรุปคือเรากำลังคุยว่าวิกฤตหรือไม่ มีเงินหรือไม่ ส่วนเรื่องกฎหมายตามมาทีหลัง

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า สำหรับเรื่องวิกฤต วันนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า แต่มันวิกฤตแล้วหรือยัง จะตัดสินอย่างไร จำเป็นต้องมีนิยามที่ชัดเจนว่าอะไรคือวิกฤต ซึ่งไม่ต้องบอกตนก็ได้แต่บอกกฤษฎีกา เขาจะได้บอกว่าต้องใช้มาตรา 53 หรือมาตรา 56

เพราะ 2 ตัวอย่างที่ นพ.สุรพงษ์ ยกขึ้นมา คือ ประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกงที่มีการแจกเงิน เนื่องจากจีดีพีติดลบ ก็เลยแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยจีดีพียังบวกอยู่ แม้จะโตช้าก็ตาม ดังนั้นจึงต้องมีนิยามอะไรบางอย่าง ไม่เป็นไรไม่ต้องดูจีดีพีก็ได้ เช่น vat เป็นอย่างไร รายได้ครัวเรือนเป็นอย่างไร การจ้างงานยังดีอยู่หรือไม่ เป็นต้น

นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนประเทศญี่ปุ่น ความจริงแล้วไตรมาส 1 ของปีนี้ ญี่ปุ่นโต 6% ซึ่งเขาเริ่มเห็นแล้วว่าไตรมาส 2 และ 3 ทิศทางเริ่มแย่ลง เขาก็เริ่มเตรียมแจก หมายความว่าไม่ต้องรอจนเศรษฐกิจติดลบแล้วค่อยแจก

เมื่อถามประเด็นถ้าทำอย่างอื่นไม่ต้องทำดิจิทัลวอลเล็ต น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า มันมี 2 ทาง ทำหรือไม่ทำ อาจจะใช้เงินในปริมาณน้อยลงหรือเปลี่ยนวิธีการที่จะทำ วัตถุประสงค์หลักคืออะไร หวังผลที่จะเกิดขึ้นอย่างไร เลยอยากได้ยินว่าวางแผนกันอย่างไรบ้าง จะเกิดผลอย่างไร เพราะเสียงที่คัดค้านบางส่วนบอกว่าวิธีการนี้ ไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งผลให้จีดีพีเติบโตได้ดี เม็ดเงินทุ่มลงไปประมาณ 3% ของจีดีพี

แต่ว่าเมื่อวานนี้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พูดว่าอาจทำให้จีดีพีโตประมาณ 1-1.5% เฉพาะดิจิทัลวอลเล็ต ต้องถามถึงความคุ้มค่า เพราะวันนี้มาถึงทางสุดท้ายที่ต้องกู้เงินแล้ว เรายิ่งต้องคิดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วน ว่าจะคุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะถ้าดีขนาดนั้นทำให้จีดีพีฟื้นมา 5% ได้ ต้องยอมรับว่าการบริหารต้องมีข้อมูลตัวเลขมายืนยัน เราอาจจะหาทางเลือกอื่นที่ไม่จำเป็นต้องกู้ เมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณตามปกติ ไม่ต้องไปแย่งชิงสภาพคล่องของภาคเอกชน

ด้าน นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ตนมี 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ถ้าเราเอาเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 3% ของจีดีพี ตนคิดว่าอัตราการเติบโตต้องมากกว่า 3% อยู่แล้ว เงินมันหมุนหลายรอบ ประเด็นที่ 2 ถ้าเราเรียนรู้จากกรณีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเยียวยาไปเยอะมาก เช่น โครงการคนละครึ่ง สิ่งที่ออกแบบคือลงไปทีเดียวใน 6 เดือนให้ได้ เงื่อนไขที่กำหนดเพื่ออุปโภคบริโภคเท่านั้น โดยจะต้องใช้ในพื้นที่จำกัด 1 อำเภอ มันเป็นเงื่อนไขที่เงินต้องหมุน เป็นการบังคับให้เงินหมุน ไม่ใช่แบบสมัยก่อนที่เยียวยาไปเรื่อยๆ ตนคิดว่าถ้ามันหมุนหลายรอบ เกิน 1.5% แน่ๆ

ประเด็นที่ 3 เรื่องการคาดการณ์ว่าจีดีพีต่อไปจะเป็นอย่างไร ตนยกตัวอย่าง ตอนต้นปีธนาคารแห่งประเทศไทย ทำนายเศรษฐกิจจะโต 3% พอปลายปีโต 5% เพราะสิ่งรัฐบาลพูดในขณะนั้นไม่ใช่แค่ 3% ต้องมากกว่านี้แน่ ฉะนั้น กระบวนการต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการผลักดันเศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าได้ มันเป็นสิ่งที่หลายๆ สำนักที่เคยทำนายก็จะมองจากอดีต

เหมือนขับรถไปจะมองแต่กระจกหลัง ไม่มองกระจกหน้า คนที่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไรก็จะมีแค่รัฐบาล รัฐบาลรู้ว่าจะให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไง มันจะมีหลายอย่างที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า แน่นอนเราตั้งเป้า 5% จะไปถึงหรือไม่ ก็อยู่ที่ความพยายามของรัฐบาลใน 1 ปีข้างหน้า

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ขอพูดเรื่องการคาดการณ์เศรษฐกิจ ตนแปลกใจมาก เวลาทำงบประมาณตนจะเห็นรัฐบาลชอบคาดการณ์เกินจริงไว้ก่อน

นายสรยุทธ กล่าวว่า ตนสรุปว่าถ้าทิ้งไว้เป็นแบบนี้ ไม่อยากรอให้ถึงจุดนั้น วันนี้แบงค์ชาติคาดการณ์ว่าดี 4.4% ถึงปีหน้าอาจกลายเป็น 1.5% และถ้าเราไม่ทำดิจิทัลวันนี้ เราจะรอให้เจ็บแบบวันนั้นใช่ไหม ทำตั้งแต่วันนี้อาจจะกลายเป็น 5% ด้วย ถูกต้องหรือไม่

ด้าน นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ถูกต้อง อย่างที่ น.ส.ศิริกัญญา พูดว่าส่วนใหญ่รัฐบาลคาดการณ์ดีเกินจริง ต้องบอกว่านั่นเป็นช่วงหลังๆ ของรัฐบาลที่เราคุ้นเคย ตอนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย คาดการณ์แย่กว่าที่เป็นจริงหลังมันเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏว่าตัวเลขดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในแง่ของการผลักดันมาตรการต่างๆ บางทีไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้

ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราตั้ง 2.8% ตนรู้สึกไม่ท้าทาย เราอยู่ในประเทศที่เศรษฐกิจโต 1.9% มา 10 ปีแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา เขาโต 4-5% ทั้งนั้น ดังนั้นเราก็ต้องตั้งเป้า 5% และจะทำให้ถึงเป้าได้อย่างไร ซึ่งต้องช่วยกันดูว่าจะทำได้อย่างไรบ้าง

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การตั้งเป้าหมาย 5% มันสมเหตุสมผลหรือไม่ ต้องดูว่าประชากรเติบโตเท่าไหร่ มีทุนเท่าไหร่ ซึ่งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยจะอยู่ที่ 3% กว่าๆ ไม่ถึง 4% การตั้งเป้าหมาย 5% ของรัฐบาล คือ การเฆี่ยนลาให้วิ่งเร็วเท่าม้า ศักยภาพเรามีเท่านี้ แต่กระตุ้นๆ โดยที่ไม่ดูพื้นฐานเลยว่าพื้นฐานเราโตได้เท่าไหร่ การแก้ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่กระตุ้นระยะสั้นแล้วจะได้ผลเลย

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เราไม่ได้เกิดมาเป็นลา เราเกิดมาเป็นม้า แต่ม้าป่วยไป 10 ปี เราไม่ได้บอกว่าเราเป็นลาแล้วจะเป็นลาต่อไป เราคือม้าที่เราจะต้องรักษาอาการป่วย แล้ววิ่งไปให้เร็วที่สุด เพราะเพื่อนบ้านเรามาจ่ออยู่ข้างหลังแล้ว สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้คือพยายามเพิ่มศักยภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน