เศรษฐา ควง พัชรวาท มอบนโยบายแก้ฝุ่น pm 2.5 ยอมรับเป็นเรื่องลำบากถ้าให้หมดไป แนะแปลงซังตอข้าวเป็นเงินแทนการเผา ปลื้มเอกชนร่วมมือภาครัฐ ขอทหารอุดหนุนด้านยุทโธปกรณ์ จ่อคุยเพื่อนบ้านร่วมแก้ ชี้อากาศสะอาดเป็นของฟรี ถ้าทำไม่ดีขึ้นคงต้องมีปัญหา
เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2566 ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจวันที่สอง ที่จ.เชียงใหม่ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ว่า เมื่อเวลา 10.15 น. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ นายกฯ ประชุมมอบนโยบายเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2567 และปล่อยขบวนคาราวานปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5
โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
จากนั้น นายกฯ ฟังรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ว่าเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญคือ ไฟป่า การเผาเศษวัสดุการเกษตร และปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยบางช่วงนายกฯ สอบถามเจาะลึกประเด็นต่างๆ กับผู้กล่าวรายงานเป็นระยะ เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดเพิ่มเติม
นายกฯ กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่มาประชุมวันนี้ เป็นสัญญาณที่ดีสุด ดูได้จากแววตาคนที่มานำเสนอวันนี้เป็นคนที่มีความจริงใจ รับทราบถึงปัญหาอย่างถ่องแท้ และอยากให้ปัญหานี้ลดน้อยลงไป ตนใช้คำพูดระมัดระวัง “น้อยลงไป” เพราะหากพูดว่า “หมดไป” คงลำบาก เราอยู่กับความเป็นจริงดีกว่า
จากที่ฟังการรายงานมาทั้งหมด ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก เริ่มจากปัญหารถยนต์ที่มีปัญหาท่อไอเสีย อันนี้เป็นองค์ประกอบอันหนึ่ง แต่ไม่ได้ใหญ่มาก และเชื่อว่าโลกเปลี่ยนไปเยอะ การใช้รถยนต์สันดาปหรือฝุ่นควันก็ลดน้อยลงไปแล้ว มีการใช้รถอีวีมากขึ้น ปัจจุบันมีตัวเลขสูงขึ้นมากกว่า 5% ขึ้นไป
“เมื่อคืนมาถึงเชียงใหม่ มาร่วมงานลอยกระทง ก็ได้เชิญผู้บริหารของบริษัทเทสล่า ซึ่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้มาที่นี่ เพื่อผลิตและส่งออกตรงนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีว่าประเทศเราให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ในอนาคตไม่แน่ใจจะใกล้หรือไกลขนาดไหนแต่คิดว่าไม่เกิน 10 ปี การใช้รถอีวีมากขึ้นก็จะสามารถทำให้พีเอ็ม 2.5 ที่เกิดจากรถยนต์ลดน้อยลงไปอย่างมีนัยยะ” นายเศรษฐา กล่าวและว่า
ประเด็นที่สอง เรื่องการเผาป่ากับเรื่องการเผาซากผลิตภัณฑ์เกษตร ซึ่งเราให้ความสำคัญมาก มันเกิดจากเศรษฐกิจมากกว่า ถ้ามีคนมารับซื้อซากข้าวโพดหรือซังข้าวโพด ต่อข้าวทั้งหลาย ชาวบ้านก็ไม่ต้องใช้ไม้ขีดก้านเดียวแล้วเผา แต่เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงในการบริหารจัดการซากพืชผล
ดังนั้น เรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าเขามีรายได้ที่ดี ราคาพืชผลราคาแพง มีตลาดส่งออก ทำให้มีรายได้ที่สูงขึ้น แม้ต้นทุนที่จะบริหารจัดการต้องเพิ่มขึ้น ก็เชื่อว่าเขาก็ยินดี แต่ตราบใดที่ตลาดปิด ราคาพืชผลไม่ดีขึ้น ถ้าต้องเพิ่มงบจัดการต่อข้าว ซังข้าวโพดก็เป็นภาระอันใหญ่หลวง ซึ่งเขาก็ไม่อยากทำ
เราจึงต้องทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ฝ่ายความมั่นคง พร้อมขอขอบคุณแม่ทัพภาคที่ 3 ที่เสนอหลายมาตรการ เรามีกำลังพลเหลือ เรามียุทโธปกรณ์เหลือ ของเหล่านี้ก็มาช่วยในแง่ลดปัญหาเรื่องไฟป่า มาทำงานร่วมกับภาคประชาชน ดูแลทุกข์สุขของเขาให้ดีขึ้น
ส่วนกรณีเอ็นจีโอเสนอเรื่องการใช้งบประมาณทำงาน ยืนยันว่ารัฐบาลอยากทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาชนอยู่แล้ว เป็นนโยบายใหญ่ของรัฐบาลนี้อยู่แล้ว แต่อยากให้ภาคเอกชนทำงานกับราชการฝ่ายความมั่นคง ดูก่อนว่ามียุทโธปกรณ์เพียงพอที่จะสามารถช่วยเหลือได้หรือไม่
จำได้ว่าเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว ตนเช็กค่าฝุ่น Top 10 ของโลก พบว่า 5 แห่งอยู่ที่ภาคเหนือของไทย ตรงนี้ท่านไม่ต้องมาบอกว่าทำไมถึงการท่องเที่ยวไม่ดี รัฐบาลก็ตระหนักดี เราใช้นโยบายเป็นตัวกระตุ้นท่องเที่ยว ผู้ว่าฯเองก็ได้ช่วยเหลือให้สนามบินเปิดได้ 24 ชั่วโมง รัฐบาลก็ออกวีซ่าฟรีให้คนจีน อินเดีย ไต้หวัน คาซัคสถาน ถือเป็นเป้าหมายหลักที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยว
แต่ถ้าเขาไปกรุงเทพฯ เขาไปภูเก็ต อากาศก็ดีกว่าเชียงใหม่ เราอยากให้เขามาเชียงใหม่ด้วย อยากให้มาเมืองรอง อยากให้มาเมืองที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย มาใช้เวลาที่ยาวกว่าเพื่ออยู่ในประเทศไทย การที่ไม่ได้มาเดือน ก.พ.และมี.ค. เพราะอากาศไม่สะอาด
นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า การประชุมเช่นนี้ในปีก่อนๆ ไม่เคยมารวมตัวกันมากถึงขนาดนี้ มีทั้งเอ็นจีโอ ภาคเอกชน กอ.รมน. มีฝ่ายรัฐบาล ตัวแทนประชาชนและสส. รวมถึงหลายภาคส่วน ซึ่งทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ตนจึงมั่นใจว่าเรื่องเหล่านี้ต้องดีขึ้น มีการพูดคุยอย่างชัดเจน ส่วนที่มีการเสนอให้มี 11 ป่าอนุรักษ์ เราก็ทำให้ทันที รองนายกฯและปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จริงๆมี ข้อมูลที่เป็นเรื่องดีๆเยอะมาก เราเองก็อยากนำข้อมูลไปพูดคุยและหาทางออกที่ดี
นายเศรษฐา กล่าวว่า นอกจากการบริหารจัดการภายในแล้ว ยังมีปัญหาประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราบริหารจัดการเองได้ แต่เรื่องทิศทางลมจากเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ ทั้งลาวและพม่า ก็เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาและพัฒนาไปด้วยกัน
ในส่วนของลาว พูดคุยเจรจาทวิภาคี โดยปัญหาอากาศเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แต่ก็ต้องเห็นใจเขาเหมือนกัน เศรษฐกิจเขาไม่ดีเท่าเรา ปัญหาด้านเกษตรเขาเรื่องการจัดเก็บ การทำลายซากพืชผลก็ไม่ดีเท่าเรา เราต้องช่วยเขาอย่างไร
อีกส่วนที่สำคัญคือ ภาคเอกชน หรือคนที่ไปรับซื้อจากเขามา จะสนใจแต่ราคาแค่อย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าพืชผลที่รับซื้อมา ถูกจัดการไปถูกต้องตามหลักที่พูดคุยกันได้หรือไม่ ถ้าหากพูดจากันแล้วไม่ทำตาม มาตรการภาษีก็ต้องมีใหม่ ถ้าไปซื้อของจากประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอากาศบริสุทธิ์ เรามีพ.ร.บ.อากาศสะอาด เรามีหลายภาคส่วนที่มาใช้เวลาจริงจัง แล้วเพื่อนบ้านเราไม่ทำให้ หรือนายทุนจากบ้านเราไปทำมาหากินในประเทศเขา แล้วไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ รัฐบาลนี้ก็ยอมรับไม่ได้
“ผมยืนยันว่า รัฐบาลนี้จะให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับเรื่องอากาศสะอาด และการแก้ปัญหาฝุ่นควัน เพราะถ้าคิดดูจริงๆ แล้ว สิทธิพื้นฐานของมนุษยชนเราเรียกร้องกันหลายเรื่อง แต่เรื่องพื้นฐานที่สุดและควรที่ประชาชนจะได้คือ อากาศสะอาด ซึ่งเป็นของฟรี ถ้าเกิดรัฐบาลไม่ให้ความสนใจ ไม่สามารถทำให้มันดีขึ้นได้ ผมว่าเรามีปัญหา ฉะนั้น ขอให้ทุกท่านตระหนักดีและเข้าใจ ว่ารัฐบาลนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ”
จากนั้นนายกฯ เยี่ยมชมบูธหน่วยงานต่างๆ และแนะนำให้บริษัทเอกชนนำวัสดุจากธรรมชาติไปใช้ โดยทราบว่าบริษัทการบินไทย นำร่องโดยการนำใบไม้มาทำเป็นภาชนะเพื่อใช้เสิร์ฟอาหารบนเครื่องบิน และขอให้นำวิดีโอไปฉายบนเครื่องบินเพื่อให้ต่างชาติรู้ถึงการนำวัสดุธรรมชาติมารีไซเคิล ให้มีเรื่องราวต่อเนื่องที่เป็นการนำเศษใบไม้มาทำเป็นภาชนะเพื่อลดไฟป่า ถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเอกชนหลายรายช่วยกันได้ก็จะเปิดตลาดใหม่
โดยบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เริ่มทำแล้ว ถ้าช่วงไฮซีซั่นนี้ทำได้ทัน ก็จะนำไปใช้บนเครื่องบินชั้นบิสสิเนสคลาส หรือชั้นเฟิร์สคลาสได้ทันที เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ เป็นการโฆษณาและช่วยในหลายอย่าง นอกจากนี้ได้มีการมอบวัสดุเชื้อเพลิงชีวมวลตัวอย่าง ให้นายกฯ ด้วย
จากนั้น นายเศรษฐา ปล่อยขบวนคาราวานปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 พร้อมกล่าวมอบนโยบายให้กับอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมามีสถานการณ์ไฟป่าค่อนข้างรุนแรง ทราบว่าเจ้าหน้าที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่น และตั้งใจในภารกิจที่สำคัญนี้ เพื่อสร้างความสุข สุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชน ตลอดจนรักษาป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์ ปลอดภัยจากปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองอย่างจริงใจ
จากนั้นนายกฯ เยี่ยมชมรถหน่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศแบบเคลื่อนที่ของกรมควบคุมมลพิษ ก่อนพบปะพูดคุยกับอาสาสมัครและประชาชน โดยให้กำลังใจและขอบคุณกับชนเผ่าบนดอยปุยที่ช่วยกันดูแลป่า และขอให้ปลูกป่าเพิ่มมากขึ้น