‘โครงการแลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลตั้งเป้าดันไทยสู่ความเป็น ‘ฮับ’ ด้านโลจิสติกส์ และน้ำมัน

หากยังมีทั้งผู้สนับสนุนและเห็นต่าง

มีคำแนะนำจากนักวิชาการและนักวิจัยที่เกาะติดประเด็นนี้ หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการต้องทำอย่างไร

กฤษฎา ฉิมพลีวัฒน์

สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการปกครองท้องถิ่น ผอ.วิทยาลัยชุมชนระนอง

การขนถ่ายสินค้ามีสถิติที่ชัดเจนว่าช่องแคบมะละกาเริ่มคับแคบ การมีโครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นตัวเลือก ส่วนประเด็นต้นทุนค่าขนส่งที่ข้อมูลอีกด้านมองว่าสูงนั้นก็เป็นการพยากรณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ทั้งกลุ่มหนุนกลุ่มต้านต้องหาข้อมูลมาสนับสนุนหักล้างกัน

การมีแลนด์บริดจ์จะเอื้อประโยชน์กับสินค้าที่ต้องการฟาสต์แทร็ก เช่น สินค้าทางการเกษตร ผลไม้ ก็จะยกระดับสินค้าทางการเกษตร

อีกประเด็นคือ เรื่องแรงงาน ระนอง ชุมพร ยึดอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก จากเมื่อก่อนทำประมงด้วยแต่จากกฎหมายอียู การทำประมงจึงลดลง เมื่อมีการลงทุนในพื้นที่จะทำให้ชาวบ้านได้ทำงานในท้องถิ่นตัวเอง เกิดแรงงานขั้นสูง เช่น ช่างต่อเรือ ล่าม มีการจ้างงานในพื้นที่ไม่ต่ำกว่าแสนตำแหน่ง ทำให้คนในระนอง ชุมพร และใกล้เคียงมีอาชีพที่มั่นคง

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนฯ ที่ทันสมัย บอกได้ว่าจุดไหนกระทบอย่างไร ทำให้ง่ายต่อการควบคุมดูแล หรือเกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ดังนั้น การมีโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อมองทุกมิติจึงคิดว่าเป็นบวกมากกว่าลบ

แต่อุปสรรคใหญ่หากไม่มองเรื่องเม็ดเงินคงเป็นเรื่องการทำความเข้าใจ ที่ยังสื่อสารไม่มากพอ หรือทำความเข้าใจในมิติที่ไม่ตรงกันอยู่

การนำเสนอชุดข้อมูลคงต้องปรับวิธีสื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจ เอาคนที่ได้รับผลกระทบมาคุยโดยจัดเวทีแยกประเภทผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพผู้ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

เพราะชาวบ้านห่วงว่าจะมีพื้นที่ทำกินหรือไม่ หากมีผลกระทบรัฐจะดูแลอย่างไร ต้องนำผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ มารับฟังกระบวนการดูแลแก้ปัญหา และจัดเวทีพูดคุยให้บ่อย เพื่อให้ตกผลึกในประเด็นนั้นๆ

ส่วนการทำความเข้าใจต่อข้อมูลภาพใหญ่ที่มีประเด็นถกเถียงกันอยู่ ควรจัดดีเบตให้ผู้คัดค้าน ผู้สนับสนุน โดยเฉพาะนักวิชาการมาเสนอข้อมูลสถิติ ประเด็นเห็นต่าง ให้ประชาชนได้ฟัง เปิดเป็นเวทีสาธารณะ ใช้ผู้ดำเนินรายการที่เป็นกลาง

ที่ฝ่ายหนึ่งบอกย่นเวลาได้ 4-5 วัน ฐานคิดมาจากไหน ใช้ข้อมูลมายัน ฆ่ากันด้วยข้อมูล ค่อยๆสร้างความเข้าใจ รัฐบาลอาจไม่ได้ลงมาเล่นเองแต่ให้สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่ผู้คนเชื่อถือ เป็นต้นเรื่องสร้างองค์ความรู้ ทำความเข้าใจ

โครงการนี้จะเกิดได้จริงหรือไม่นั้นส่วนตัวมองว่าระดับเมกะโปรเจ็กต์ มีท่าเรือ ถนน รถไฟ แม้ยังทำได้ไม่ครบ แต่คิดว่าเป็นความต้องการของท้องถิ่นที่อยากเห็นการเริ่มต้น เช่น ทำถนนเส้นพะโต๊ะ เชื่อมต่อชุมพร ระนอง ก่อนได้หรือไม่ อย่างน้อยก็เกิดประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว การขนส่งทางบก

ค่อยๆ สร้าง เอาสิ่งที่เกิดได้จริงๆ ก่อน ทำถนน รถไฟก่อน ดีกว่าไม่ทำเลย และอนาคตต่อยอดได้

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์

ต้องศึกษาให้ละเอียดทั้ง 2 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอทางบวกและปัญหาทางลบที่เกิดขึ้นต้องชั่งน้ำหนักทุกด้าน การประเมินต้องให้น้ำหนัก ให้คุณค่ากับต้นทุนต่างๆ ทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความต้องการของคนในพื้นที่

ที่ผ่านการประเมินจะให้น้ำหนักกับความต้องการของนโยบายของส่วนกลาง และประเด็นผลประโยชน์ของฝ่ายธุรกิจมากเกินไป สิ่งที่ต้องให้น้ำหนักคือ 1.ให้น้ำหนักของคุณค่าทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและความต้องการของท้องถิ่น การพัฒนาต้องสอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้

2. เรื่องโครงการคุ้มทุน ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินเรือ การขนส่งทางทะเลสายเมนหลัก หรือสายเดินเรือย่อยเข้ามาสู่เส้นทางแลนด์บริดจ์ ก็ยังมีข้อถกเถียงที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

มีการศึกษาก่อนหน้านี้ของสภาพัฒน์ ที่จุฬาฯ ทำ หรือการศึกษาของประเทศดูไบ ก็ชี้ว่ามีปัญหาการคุ้มทุน ข้อมูลเหล่านี้นำมาประมวลแล้วค่อยตัดสินใจ

เพราะการลงทุนเป็นหมื่นล้าน และมีผลกระทบมากต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงวัฒนธรรมของคนในชุมชน ต้องให้ความสำคัญกับน้ำหนักของข้อมูล ไม่ใช่เน้นเรื่องผลประโยชน์อย่างเดียว

การจะเดินหน้าเรื่องนี้ ในมุมมองส่วนตัวคิดว่าข้อมูลยังไม่น่าจะเพียงพอ เพราะหากมีข้อสงสัย มีการโต้แย้งอย่างที่เกิดขึ้นก็แสดงว่าน้ำหนักของข้อมูลยังไม่มากพอที่จะทำให้เกิดผลในแง่โครงการสำเร็จได้

ทางออกควรมีการทบทวนรายละเอียดอีกครั้ง ต้องชั่งน้ำหนักว่าผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทที่จะนำเรือมาขึ้นที่นี่มันมากน้อยขนาดไหนคุ้มหรือไม่ เพราะการลงทุนจะสูงมาก

มองว่าเจตนาจริงๆ ของรัฐบาล คืออัดฉีดเงินโครงการหลายแสนล้านบาทเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งเครื่องเต็มที่ ระหว่างทำโครงการแน่นอนจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพราะการอัดเม็ดเงินเข้าไปกับการก่อสร้างอภิมหาโปรเจ็กต์ จะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะสั้น มีเงินไหลเวียนมากในกลุ่มบริษัทก่อสร้าง และกลุ่มที่มีผลประโยชน์ในเรื่องการก่อสร้าง

ระยะสั้นแน่นอนเศรษฐกิจเติบโตแน่ แต่ระยะกลาง ระยะยาว ความคุ้มทุน มีเรื่องภาระการจัดการภายหลัง ถ้าโครงการไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนมหาศาล

หากรัฐบาลต้องเดินหน้าโครงการนี้ รัฐบาลต้องเดินหน้าเรื่องการศึกษาใหม่ เช่น กรณีของโครงการจะนะ จ.สงขลา ซึ่งขณะนี้หยุดแผนลงและให้สภาพัฒน์ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทำการวิจัยใหญ่อีกรอบ เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์การประเมิน

สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความมั่นใจ เพราะการศึกษาอีกครั้งจะทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่สูงมาก ผลประโยชน์ได้-เสียทุกฝ่ายจะเข้ามารวมกัน ดูผลตอบแทนว่าคุ้มหรือไม่ที่จะลงทุนขนาดใหญ่ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ด้านต่างๆต้องคุยกัน

ซึ่งขณะนี้ภาคใต้ตอนล่างทำแล้ว และไม่สามารถทำได้ต้องมีการศึกษาใหม่ ส่วนภาคใต้ตอนบนซึ่งเป็นที่ว่างรัฐบาลเสียบโครงการนี้เข้าไป ซึ่งความจริงการเตรียมในเรื่องต่างๆต้องทำให้รอบคอบมากกว่านี้

คิดว่าจะมีผลกระทบเฉพาะหน้าเรื่องทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทะเล ป่า เขาอย่างมโหฬาร เพราะป่าช่วงระนอง ชุมพร สมบูรณ์มาก นักทรัพยากรธรรมชาติเคยสำรวจไว้ป่าบริเวณดังกล่าวคล้ายป่าอเมซอน คุ้มค่าในแง่ทำให้เป็นมรดกโลกด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดึงดูดนักท่องเที่ยว

โครงการนี้จะเดินหน้าได้หรือไม่อยู่ที่เจตนารมณ์ของทางรัฐบาล หากต้องการหาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่คิดว่าจะพัฒนาประเทศ โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ก็ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า และคงเหลือโครงการเดียวคือโครงการแลนด์บริดจ์

วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย

นักวิจัยอิสระ ผู้ติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง

แลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการใหม่ ครม.เคยอนุมัติแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2536 แต่มีเหตุให้ต้องหยุด เช่น วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สินามิปี 2547 และมาผลักดันกันจริงจังช่วงปี 2550 โครงการแลนด์บริดจ์ หรือสะพานเศรษฐกิจเส้นทางปากบารา จ.สตูล กับท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่สอง

บทเรียนครั้งนั้นรัฐบาลเดินหน้าผลักดันโครงการอย่างเร่งรัด ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง แม้จะมีความก้าวหน้ามากในเชิงการศึกษา แต่สุดท้ายก็ถูกคัดค้านจากประชาชน

คำถามหลักของประชาชนคือการให้ข้อมูลของรัฐครอบคลุมเพียงพอหรือไม่ รวมถึงความเป็นกลางและความโปร่งใสในการให้ข้อมูล เป็นการเน้นให้ข้อมูลเชิงบวกที่เป็นผลจากการพัฒนา การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจ้างงานในพื้นที่เท่านั้น

ประชาชนจึงเรียกร้องให้ทำ EHIA หรือ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิตประชาชน ความเร่งรีบทำให้โครงการต้องยกเลิกไป

วันนี้ย้ายโครงการมาอยู่ที่ ระนอง-ชุมพร หากยังใช้กระบวนการรับฟังเสียงประชาชนให้เป็นแค่กระบวนการตามเงื่อนไขกฎหมายกำหนด แต่การรับฟังที่แท้จริงไม่ได้เกิด โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้น รวมถึงการพิจารณาเงื่อนไขในพื้นที่ และความต้องการของประชาชนเข้าไปด้วย

หากเร่งรัดเกินไปสุดท้ายแล้วโครงการอาจมีเหตุให้ยุติหรือชะลอ เนื่องจากกระบวนการศึกษาต่างๆ ไม่สร้างการยอมรับจากประชาชนในชุมชน ท้องถิ่น

การย้ายโครงการมาที่ระนอง-ชุมพร ยังเป็น การย้ายในลักษณะเงื่อนไขพิเศษ 2 ประการ 1.การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่อนุญาตให้รัฐบาลไปโรดโชว์หาผู้ลงทุนได้ก่อนที่โครงการจะมีการศึกษาแล้วเสร็จ

และ 2.การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

ในเมื่อโครงการยังไม่เสร็จแต่เปิดให้นักลงทุนมาลงทุนแล้ว ความกดดันจะไปอยู่ที่ผู้พิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้จะทำให้กระบวนการดำเนินไปอย่างไม่สมบูรณ์

เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการพัฒนา และให้การพัฒนาดำเนินต่อไปได้ รัฐบาลมีอยู่ 2 โจทย์ 1.ถ้ารัฐบาลใจเย็นได้อยากให้ชะลอเพื่อกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนา และการจัดทำ SEA หรือการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันกับชุมชน

เพื่อประเมินร่วมกันว่าพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนามากน้อยแค่ไหน สุดท้ายอาจเป็นแลนด์บริดจ์ก็ได้ แต่ขอให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันว่าอะไรคือศักยภาพของพื้นที่

2.ระหว่างนี้สิ่งที่รัฐบาลนำไปขายกับต่างชาติ รัฐบาลก็ควรสื่อสารกับชุมชน และสื่อมวลชนในทิศทางเดียวกัน

ข้อมูลที่รัฐบาลถืออาจเพียงพอ แต่ข้อมูลที่ประชาชนจะเข้าถึง มีโอกาสทำความเข้าใจและศึกษา ส่วนตัวมองว่ายังไม่เพียงพอ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน