สภาฯรับหลักการ กม.ชาติพันธุ์ ทั้ง 5 ฉบับ หวังคุ้มครองส่งเสริมวิถีชีวิตชาวไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ หนุนกลุ่มชาติพันธุ์ ได้รับสวัสดิการ-มีรายได้จากการท่องเที่ยว
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 28 ก.พ.2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ
และร่างพ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ…. ที่นายศักดิ์ดา แสนมี่ กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 12,888 คนเป็นผู้เสนอ ซึ่งครม.ขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ และได้ส่งคืนสภาฯ เพื่อพิจารณา ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ข้อ 118 ประกอบกับมีร่าง พ.ร.บ.ทำนองเดียวกันอีก 3 ฉบับ พิจารณาในคราวเดียวรวมทั้ง 5 ฉบับ
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม ตัวแทนครม. เสนอเหตุผลว่ามาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้รัฐพึ่งส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตอยู่ในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั่งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุขไม่ถูกรบกวน เท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายของความมั่นคงของรัฐหรือสุขภาพอนามัย จึงควรมีกฏหมายเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ประชาชนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายว่า เพื่อให้มีกฎหมายคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง ที่ประเทศไทย เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีกลุ่มชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีการตั้งถิ่นฐานกระจายในภูมิภาคต่างๆ ทั้งพื้นที่สูง เกาะแก่งตามชายฝั่ง อาศัยในป่า และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานบนพื้นราบกลมกลืนกับคนไทยปกติ
รัฐธรรมนูญ ได้รับรองให้บุคคลเสมอกันตามกฎหมาย และประเทศไทยยังลงนามสัญญา และอนุสัญญากับต่างชาติ รวมถึงพันธะสัญญาระหว่างประเทศ แต่ยังมีการเลือกปฏิบัติจากรัฐ และไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบางประการ เช่น การกำหนดสถานะบุคคล สิทธิอาศัยในที่ดินที่ทับซ้อนพื้นที่อนุรักษ์ทางราชการ ขาดการเข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน และขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่อาจกระทบต่อวีถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครอง
ด้านนายเล่าฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอกฎหมาย ชี้แจงว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือของชุมชน และรัฐ ในการคุ้มครองชุมชน และนำไปสู่การแก้ปัญหาการละเมิดกลุ่มชาติพันธุ์
ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นในการบริหารจัดการ และพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งสังคมโลกกำลังให้ความสำคัญในการคุ้มครองให้ทุกคนมีวิถีชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมือง ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนโยบายในสมัยใหม่ ไปกระทบต่อวัฒนธรรม และจารีตท้องถิ่น
น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอกฎหมาย ชี้แจงว่า แม้ที่ผ่านมารัฐจะมีมาตรการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังขาดกฎหมายเฉพาะที่กำหนดมาตรการอันเหมาะสมในการปฏิบัติ ทำให้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิบางประการ เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทับซ้อนพื้นที่ราชการที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ตลอดจนขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่กระทบต่อวิถีชีวิต
จึงควรมีกฎหมายส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมภูมิปัญญา ภาษา และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ และให้กลุ่มชาติพันธุ์ มีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง และสังคมทุกระดับ
จากนั้นเป็นการอภิปรายของสมาชิก น.ส.ศรีโสภา โกฏคำลือ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ที่ผ่านมากลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล บางพื้นที่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็ยังเข้าไม่ถึง หากมีพี่น้องได้รับบาดเจ็บหรือป่วยต้องการรักษาในโรงพยาบาลอาจต้องใช้เวลาเดินทาง 3-4 ชั่วโมง เพื่อไปถึงโรงพยาบาล ซึ่งยังไม่รวมสิทธิทางการศึกษา สิทธิที่ดินทำกิน
ดังนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะช่วยให้เราจัดสวัสดิการของภาครัฐ คำนึงถึงพี่น้องชาติพันธุ์ มากยิ่งขึ้น ให้พวกเขามีสิทธิขั้นพื้นฐาน ศักดิ์ศรี เท่ากับคนในเมือง รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ขณะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า มี 4 เสาเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตชนเผ่า และชาติพันธุ์ ได้แก่ การให้สิทธิที่ทำกิน การคุ้มครองส่งเสริมวัฒนธรรม การให้สิทธิเด็กรหัสจี และการให้สัญชาติ เพื่อได้รับการคุ้มครองสิทธิ และเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ
แต่ในสภาพความเป็นจริงของประเทศไทยนั้น พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีที่ทำกินของตนเอง วัฒนธรรมสูญหาย โดยเฉพาะภาษาสื่อสาร เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้รับการบริการจากรัฐ และถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ ได้แก่ กฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ป่าสงวน อุทยาน, งบประมาณต่อผู้ไร้สัญชาติไม่เพียงพอ และการบริหารงานของภาครัฐ ที่ยังเข้าใจผิดกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง
จึงขอให้สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันรับหลักการร่างกฎหมายเหล่านี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งแนวโน้มของโลกพิสูจน์แล้วว่า กลุ่มชาติพันธุ์ มีส่วนช่วยอนุรักษ์ป่า และเปลี่ยนวิธีคิด ไม่แยกคนออกจากป่า และให้กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วม ลดการตัดไม้ทำลายป่า และเศรษฐกิจชาติพันธ์ุ กำลังป็นที่ส่งเสริมทั่วโลก รวมถึงการเปลี่ยนปัญหา ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การอภิปรายของ สส.คนอื่น ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยสนับสนุนต่อหลักการในร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับสวัสดิการ รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับมากขึ้น เท่าเทียมกับคนในเมือง
โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข การศึกษา และการประกอบอาชีพ รวมถึงยังใช้เป็นช่องทางส่งเสริมทางเศรษฐกิจแก่กลุ่มชาติพันธุ์ ที่แต่ละกลุ่มจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป เช่น การนับวันปีใหม่ ที่ภาครัฐส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม สร้างรายได้ให้กับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ได้ พร้อมขอให้ระมัดระวังการจัดตั้งสภาชนเผ่าต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะบางการดำเนินการที่อาจนำไปสู่การแตกแยกได้ ดังนั้น ก็จะต้องคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงด้วย
ทั้งนี้ ก่อนการลงมติ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอญัตติให้ที่ประชุม แยกการลงมติรายฉบับ แทนการลงมติในคราวเดียวทั้งหมด แต่นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล เสนอให้ที่ประชุมลงมติพร้อมกันในคราวเดียว หากไม่เห็นด้วยในประเด็นใด ก็ขอให้ไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการฯ แต่ที่สุดแล้ว ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 254 ต่อ 156 เสียง ให้ลงมติแยกรายฉบับ
โดยที่ประชุม มีมติเอกฉันท์ 414 เสียง รับหลักการร่างพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ครม.เป็นผู้เสนอ และมีมติเสียงข้างมากรับหลักการร่างพ.ร.บ.ที่คณะนายศักดา แสนมี่ เป็นผู้เสนอ ด้วยมติ 386 ต่อ 25 เสียง รับหลักการร่างพ.ร.บ.ที่เสนอโดยภาคประชาชน คณะของนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ด้วยมติ 385 ต่อ 25 เสียง
รวมถึงรับหลักการพ.ร.บ.ที่พรรรคเพื่อไทย ด้วยมติเอกฉันท์ 412 เสียง และมีมติเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล ด้วยมติ 389 เสียงต่อ 25 เสียง จึงถือว่าที่ประชุมรับหลักการร่างพ.ร.บ.ทั้ง 5 ฉบับ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 42 คน โดยใช้ร่างครม.เป็นหลัก แปรญัตติ 15 วัน
สำหรับรายละเอียดภายในร่างพ.ร.บ. กำหนดให้มีการคุ้มครองส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตตามวัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ไม่ถูกเกลียดชัง เหยียดหยาม หรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม สามารถอนุรักษ์ และแสดงออกทางภูมิปัญหา วัฒนธรรม ความเชื่อ ตามวิถีชีวิตได้ โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน และให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐเข้าถึง
พร้อมให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานโดยตำแหน่ง เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครอง ส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เห็นชอบ รวมถึงการประกาศกำหนดกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้
พร้อมกำหนดให้มีสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยที่มาจากสมาชิกผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มละไม่เกิน 5 คน มีการเลือกประธาน และรองประธานสมัชชา และเลขานุการสมัชชา จัดประชุมปีละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ กับสังคม เสนอแนะนโยบายและมาตรการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อคณะกรรมการฯ
นอกจากนั้น ยังกำหนดให้จัดทำข้อมูลวิถีชีวิต และประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เพื่อประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายในการรับรองสถานะบุคคล หรือในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่มีกฎหมายกำหนด เพื่อการอนุรักษ์ หรือใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการดำเนินการอื่นของรัฐที่กระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น