หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ จากนี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ‘เศรษฐา1/1’ ก็จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

โฉมหน้ารัฐมนตรีใหม่ รัฐมนตรีที่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง

สร้างความหวังให้สังคมมากน้อยแค่ไหน ต่อนโยบายหลักที่รัฐบาลต้องขับเคลื่อน หรือแค่แก้ปัญหาทางการเมือง

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ถือเป็นการปรับเพื่อให้ การทำงานเดินหน้า รวมทั้งงานหลักๆ ของกระทรวงการคลัง คงเป็นเรื่องที่เราต้องจับตาและรอดูกันต่อไปว่า จะสามารถควบคุมระบบการเงินของประเทศที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

ส่วนความเหมาะสมของนายพิชัย ชุณหวชิร ในตำแหน่งรมว.คลัง ท่านเคยอยู่ในตำแหน่งสูงในภาคธุรกิจคงมีความคุ้นเคยกับงานอยู่ แต่การดูแลการคลังของประเทศต้องรอพิสูจน์กันต่อไป

ส่วนการปรับตำแหน่งอื่นๆ ไม่ได้ดูหวือหวา หรือน่าสนใจอะไรมากนัก อย่างที่กระทรวงวัฒนธรรม ก็ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น แต่กรณีเปลี่ยนตัว นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ออกจากรมว.สาธารณสุข กลับน่าสนใจมากกว่า

การที่นพ.ชลน่าน หลุดจากเก้าอี้กระทรวงสาธารณสุข แล้วให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน มานั่ง ยังมีคำถาม จากสังคมว่า การดึงนายสมศักดิ์มานั่งแทนคงเข้ามาจัดการอะไรไม่ได้มากนัก งานของกระทรวงนี้คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร คงเดินหน้าตามระบบราชการต่อไปด้วยตัวเอง

ขณะที่ นพ.ชลน่านและทีมเดิม แม้บางเรื่องจะถูกกระแสโจมตีแต่ก็เห็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลง พยายามปรับเพื่อให้เกิดมิติใหม่ๆ ขึ้นมา และยังรู้สึกว่าเป็นการปรับเพื่อแก้ปัญหาภายในพรรค

การปรับในครั้งนี้โดยเฉพาะฝั่งเพื่อไทยคงเป็นการปรับเพื่อเข้าไปแสวงหาพื้นที่ทางการเมือง เพื่อต่อสู้กับพรรคก้าวไกล แต่หากยังไม่มีนโยบายหลักๆ เรื่องอื่น นอกจากเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต แล้ว ก็คงเป็น การปรับเพื่อให้มีงานออกมา

อย่างที่ปรับกระทรวงวัฒนธรรมคงต้องให้เวลา 6 เดือนดูว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามองตอนนี้ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงจากตัวบุคคลที่จะทำให้เกิดความน่าสนใจ

การสลับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็คงไม่ได้มีผลอะไรมาก เพราะ 2 คนที่สลับตำแหน่งกันยังไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นนัก ทั้งที่กระทรวงวัฒนธรรมมีอะไรให้ทำอีกมาก ไม่ใช่แค่การชูซอฟต์พาวเวอร์อย่างเดียว ดังนั้น 2 กระทรวงนี้สลับหน้าที่กันแล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น

ส่วนที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ยื่นลาออกรมว.ต่างประเทศ เชื่อว่าสะเทือนไปยังรัฐบาล แต่คนที่มีอำนาจก็แก้เกมโดยการตั้งคนใหม่มาแทนอย่างรวดเร็ว

แม้การปรับคณะรัฐมนตรีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์ให้ได้คือ 6 เดือนต่อจากนี้ ดังนั้นอีก 6 เดือนข้างหน้าต่างหากที่จะตัดสิน

สถาพร เริงธรรม

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น

ภาพรวมการปรับคณะรัฐมนตรีคงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน หรือเปลี่ยนไปจากเดิมมากเท่าไร เพราะคนที่มาเป็นรัฐมนตรีแทน หรือสลับตำแหน่งอาจยังไม่มีผลงานเป็นที่คาดหวังได้ของสังคม

และที่ผ่านมารัฐมนตรีบางกลุ่ม บางคน เคยเป็นเสนาบดีมาหลายกระทรวงยังไม่มีผลงานโดดเด่นอะไร แต่ยังอยู่ในตำแหน่งได้อย่างต่อเนื่อง อีกกลุ่มเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ก็ยังมองไม่ออกว่าจะมาทำงานภายใต้โครงสร้างระบบราชการและพรรคร่วมรัฐบาลได้ดีขนาดไหน

กลุ่มที่สลับตำแหน่งกันเองก็ยังดูว่ามีผิดฝาผิดตัว เพราะรัฐมนตรีบางคนมีนโยบายส่วนตัวอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม คิดว่าการทำงานของรัฐบาลคงจะไปได้ไหลลื่น เพราะพรรคร่วมรัฐบาลยังเกาะเกี่ยวกันแน่นและการปรับครม.เที่ยวนี้สะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญของความพยายามที่จะอยู่ร่วมกันของพรรครัฐบาล

เช่น ยกรัฐมนตรีทั้งกระทรวงให้บางพรรค ดังนั้น การขับเคลื่อนการทำงานของรัฐบาลหลังจากนี้คงไม่สะดุดหรือติดขัดอะไร แต่เมกะโปรเจ็กต์ที่วางไว้ยังไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนเจ้ากระทรวงแล้วจะเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่

กระทรวงการคลังที่ให้ นายพิชัย ชุณหวชิร มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ก็ยังไม่แน่ใจว่านโยบายดังกล่าวจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้ภายใต้รัฐบาลเศรษฐา 1/1 หรือ /2, /3, /4 แต่ภาพรวมภาคเอกชนตอบรับรัฐมนตรีคนใหม่ในระดับหนึ่ง อาจเพราะอยู่ในกลไกการทำงานของพรรค รู้เรื่องนโยบายตรงนี้ และคงมีศักยภาพเพียงพอที่จะขับเคลื่อนไปได้

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขที่ถูกจับตาการเคลื่อนไหวหลังเปลี่ยนตัว นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว มาเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะช่วยปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ได้หรือไม่นั้น วิเคราะห์ได้ 2 อย่าง

คือเรื่องตัวรัฐมนตรี นายสมศักดิ์มีชั้นเชิงและลีลาการทำงาน น่าจะคุมอยู่ เพราะผ่านมาเยอะ กระทรวงนี้ค่อนข้างจะมีกำลังภายในสูง รัฐมนตรีแต่ละคนอาจมีความลำบากในการทำงานแต่ถ้าจับทิศทางได้ก็น่าจะไปได้

อีกประเด็นคือเมื่อเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีนโยบาย จะต่อเนื่องตามที่ นพ.ชลน่าน ริเริ่มไว้หรือไม่ เพราะหลายเรื่องกำลังเดินหน้า เช่น การถ่ายโอนภารกิจของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลไปให้ท้องถิ่น การนำพืชกัญชากลับเข้า ไปอยู่ในบัญชีสารเสพติด

ถ้าเปลี่ยนรัฐมนตรีและเปลี่ยนนโยบายก็อาจผิดกระทรวง แม้มาจากพรรคเดียวกันแต่ในพรรคมีหลายมุ้ง แต่ละมุ้งก็จะมีนโยบายของตัวเอง เป็นข้อกังวลของพรรคขนาดใหญ่ที่มาเป็นรัฐบาล

สำหรับเสียงวิจารณ์การสลับตัวรมว.การท่องเที่ยวฯ กับ รมว.วัฒนธรรม ต้องดูจุดประสงค์และเป้าหมายที่ รัฐบาลต้องการขับเคลื่อน เช่น ซอฟต์พาวเวอร์คืออะไร จะขับเคลื่อนอย่างไร มีกลไกหรือโรดแม็ปนำไปสู่เรื่องดังกล่าวอย่างไร

ที่หลายคนห่วง นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ที่มาดูกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อาจไม่ไหวนั้น เรื่องการท่องเที่ยวอาจไม่ต้องมีรัฐมนตรีก็ได้ เพราะเป็นการขับเคลื่อนไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ดังนั้น จะเป็นใครก็ได้ที่มาดูแลกระทรวงนี้แต่ต้องเป็นเป็นไปตามโจทย์ที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้

ส่วนการลาออกของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ไม่มีผลทำให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือสั่นสะเทือน ต่อรัฐบาลในระยะยาว เพราะรัฐบาลชุดนี้ค่อนข้างจะแข็งแรง เพียงแต่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ก็คงจะติดตามการทำงานของรัฐมนตรีที่คาดหวังไว้

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

ผอ.หลักสูตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของนายเศรษฐาในระยะ 6-7 เดือน สะท้อนปัญหา 2 ด้าน คือปัญหาของการดำเนินงานของรัฐบาล และปัญหาภายในของพรรคเพื่อไทย

ในส่วนปัญหาของการดำเนินงานของรัฐบาลนานเกือบ 40 ปีที่ไม่มีนายกฯ ควบรมว.คลัง เมื่อ นายเศรษฐามานั่งคุมกระทรวงการคลัง ก็ถูกอธิบายความว่าเพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำให้กระเตื้องขึ้น รวมถึงเข้ามาผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้ออกมาได้โดยเร็ว

แต่เมื่อนายเศรษฐาถอย ให้นายพิชัย ชุณหวชิร เข้ามาเป็น รมว.คลัง เสริมด้วยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง อาจถูกมองเพราะเสริมคนเข้ามาที่กระทรวงนี้จำนวนมาก แต่ก็เป็นไปได้ว่าเป็นความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าโครงการเรือธงให้ได้

แต่ส่วนตัวยังคิดว่ากระทรวงการคลังถือเป็นหัวใจสำคัญ แม้นายพิชัยคร่ำหวอดในวงการธุรกิจ แต่ในพรรคเพื่อไทยซึ่งมีบุคลากรจำนวนมาก คิดว่าควรให้คนในพรรคเข้ามาดู

การให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ออกจาก รมว.สาธารณสุข โดยไปดึง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน มานั่งรมว.สาธารณสุข แทน ดูผิดฝาผิดตัวหรือไม่

เช่นเดียวกับการสลับเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระหว่าง นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ยังมองไม่ออกว่าเป้าหมาย สลับกระทรวงไปเพื่ออะไร

ส่วนกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ได้ควบเก้าอี้รองนายกฯ หากมองในมุมการเมืองแสดงให้เห็นว่าเป็นขาใหญ่ของพรรค

สมัยรัฐบาลทหาร ตำแหน่งสำคัญคือกระทรวงกลาโหม มหาดไทย คลังและต่างประเทศ แต่รัฐบาลนี้กระทรวงการคลัง ต่างประเทศ ไปอยู่ในมือคนนอก กระทรวงมหาดไทยไปอยู่ในมือคนต่างพรรค

การปรับครม.ครั้งนี้ ยังไม่สะท้อนถึงเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนงานทางเศรษฐกิจ และงานทางการเมือง ที่จะเรียกความนิยมได้

สำหรับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่เหลือเพียงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ แล้วลาออก วิเคราะห์แล้วไม่มีใครเชื่อว่านายปานปรีย์จะไม่ทราบมาก่อน แต่ออกมาโยนไพ่ลาออกให้เพื่อไทยเสียหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน