สส.ศักดิ์ดา กาญจนบุรี เร่งผลักดันเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา 2481 กำหนดที่ดินหวงห้าม 3.5 ล้านไร่ เพื่อออกโฉนดให้ชาวบ้านถือครอง นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ
วันที่ 13 พ.ค.2567 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาเรื่องที่ดินของชาวกาญจนบุรี เป็นปัญหาใหญ่มีมานาน เนื่องจากเมื่อพ.ศ.2481 มีการประกาศพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดเขตหวงห้าม ครอบคลุมพื้นที่ 3.5 ล้านไร่เศษ แยกเป็น จ.กาญจนบุรีประมาณ 3 ล้านไร่ และ อ.สวนผึ้ง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ประมาณ 5 แสนไร่
ขณะนั้นประเทศไทยของเรามีประชากรอยู่แค่ 5-6 ล้านคน โดยจุดประสงค์ของการประกาศพ.ร.ฎ. เพื่อต้องการสงวนไม้ไผ่เพียงชนิดเดียวเอาไว้ป้อนเข้าสู่โรงงานกระดาษในจ.กาญจนบุรีเท่านั้น แต่ต่อมาโรงงานกระดาษแห่งนี้ได้ปิดตัวลง ปิดไปไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี
แสดงว่าที่ดิน 3.5 ล้านไร่ หมดวัตถุประสงค์ลงแล้ว ที่สำคัญจำนวนประชากรในอดีตกับปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยมีประชากรไม่ถึง 10 ล้านคน กลายเป็นเกือบ 70 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าของจำนวนประชากรที่เคยมีในปี 2481 ผ่านมา 86 ปี พ.ร.ฎ.ยังคงอยู่เช่นเดิม จึงมองว่าที่ดินตามพ.ร.ฎ.กำหนดเขตหวงห้าม ในพื้นที่กาญจนบุรี และราชบุรี จำนวน 3.5 ล้านไร่ ควรมีการเพิกถอนแก้ไขข้อกฎหมายที่ถูกบังคับใช้มานานถึง 86 ปีได้แล้ว
นายศักดิ์ดา กล่าวอีกว่า การแก้ไขหรือการพิจารณาเพิกถอนพ.ร.ฎ. ใช่ว่าจะเรียกร้องให้เพิกถอนเลยทั้ง 3.5 ล้านไร่ ตนเคยรับราชการทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ กระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ก่อนได้รับความไว้วางใจจากราษฎรเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสส. จึงขอเรียกร้องผ่านกระทรวงการคลัง ไปถึงอธิบดีกรมธนารักษ์ ว่า ที่ดินตามพ.ร.ฎ.กำหนดเขตหวงห้าม พ.ศ.2481 เนื้อที่ 3.5 ล้านไร่ ต้องแยกออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 ที่ดินที่หน่วยงานส่วนราชการขอใช้ประโยชน์จากกรมธนารักษ์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ทหารขอใช้ประโยชน์ในการฝึกยุทธวิธีทางทหาร รวมทั้งหน่วยงานราชการอื่นๆ ขอใช้พื้นที่ในการปลูกสร้างอาคารสถานที่ทางราชการ เช่น ที่ว่าการอำเภอ หรือแม้กระทั่งศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น
พื้นที่ส่วนที่ 2 คือ พื้นที่ที่เป็นภูเขาและป่าไม้ที่มีสายน้ำ ลำธาร จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด พื้นที่ทั้งสองส่วน คือส่วนที่ 1 และ 2 สมควรและเหมาะสมที่จะสงวนหวงห้ามเอาไว้ให้เป็นทรัพยากรของชาติ ยกเว้นพื้นที่ที่หน่วยงานราชการไม่ใช้ประโยชน์แล้ว ควรส่งมอบคืนให้กรมธนารักษ์ เพื่อนำไปจัดสรรให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินรายใหม่ได้เช่าสร้างที่อยู่อาศัยและทำมาหากินต่อไปในอนาคต ซึ่งจะทำให้กรมธนารักษ์มีรายได้จากการเช่าจากผู้เช่ารายใหม่
สำหรับพื้นที่ในส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ในส่วนที่สำคัญต่อประชาชนเป็นอย่างมาก คือพื้นที่ที่ราษฎรถือครองทำมาหากินมาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน บางรายอาจจะอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตสงวนหวงห้ามตามพ.ร.ฎ.เพื่อนำไม้ไผ่ป้อนเข้าโรงงานกระดาษด้วยซ้ำไป ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ควรจะเพิกถอนหรือยกเลิกพ.ร.ฎ. แล้วพิจารณาออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดให้ประชาชน เพื่อประชาชนจะได้นำที่ดินไปทำธุรกรรมทางด้านการเงินกับธนาคารเพื่อนำเงินมาลงทุนโดยไม่มีปัญหาอีกต่อไป
นายศักดิ์ดา กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามเรียกร้องพยายามหาวิธีว่าจะทำอย่างไรกับที่ดินที่ประชาชนถือครองอยู่นั้นจะถูกเพิกถอนออกจากพ.ร.ฎ. ไม่ได้ตำหนิหรือกล่าวโทษอธิบดีกรมธนารักษ์ เพราะเคยพูดไปแล้วว่าคนที่เป็นข้าราชการหรือเป็นอธิบดีต้องรักษากฎหมายหรือระเบียบที่เขามีอยู่ อธิบดีกรมธนารักษ์พูดได้แค่เพียงว่าเขามีระเบียบให้เช่า ก็มาเช่า ซึ่งพูดได้แค่นี้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม จะพยายามทำทุกวิถีทางให้เกิดการเพิกถอนพ.ร.ฎ. ในพื้นที่ส่วนที่ 3 ที่ประชาชนถือครองอยู่ให้ได้ ขณะนี้กำลังศึกษาและให้นักกฎหมายดูขั้นตอนอยู่ว่ามีวิธีใดบ้างที่สามารถนำเข้าไปถกปัญหาใน ครม.ได้ หรือจะเสนอเพิกถอนโดยฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายใด เพื่อให้เกิดการพิจารณาเพิกถอนที่ราชพัสดุ เฉพาะส่วนที่ประชาชนถือครองและทำประโยชน์อยู่ จึงขอเอาใจช่วยและจะผลักดันเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ได้