เพื่อไทย หนุนงบปี 68 โว โครงการ 30 บาท ปฏิรูปสาธารณสุขไทยครั้งใหญ่ ชงผลิตนักจิตวิทยา แก้ปัญหาสุขภาพจิตครบวงจร-มีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2567 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สอง
เวลา 12.20 น. น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า งบประมาณด้านสาธารณสุข ได้รับงบเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 4 หรือ 172,285,060,200 บาท เพื่อรองรับภารกิจในการเสริมสร้างพัฒนาให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานสากล ตามแนวทางการดำเนินนโยบายสำคัญของรัฐบาล
ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัย จากรายงานกรมกิจการผู้สูงอายุ พบว่ามีประชากรสูงวัยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว กว่า 1.3 ล้านคน
โดยประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงวัยเต็มตัว เรามีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือประมาณ 13 ล้านคน ส่งผลให้มีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เพิ่มมากขึ้น และทำให้แรงงานลดลง
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะถดถอย ขณะเดียวกันความต้องการสวัสดิการและบริการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ประชาชนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายบางส่วนทางการแพทย์อยู่ เช่น บางกระบวนของการรักษาโรคมะเร็ง การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่
ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้นำมาสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น หรือหากปฏิเสธการรักษาจากค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปอาจนำไปสู่การเจ็บป่วยเรื้อรัง โรคมีความซับซ้อนขึ้น ตามมาด้วยต้นทุนในการรักษาที่เพิ่มสูงขึ้นเท่าทวีคูณ
ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยยังต้องแบกรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายทางตรงแล้ว ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ส่วนใหญ่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์กระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง เรามีแพทย์ประจำในเขตชนบทเพียง 1.3 คน ต่อประชากร 1,000 คน
ในขณะที่เขตเมืองมีแพทย์ถึง 5 คนต่อประชากร 1,000 คน ความห่างไกลนี้หมายถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมา ทั้งค่าเดินทางหรือแม้แต่คนในตัวเมืองเอง ถ้าเจ็บป่วยที่ต้องลาไปหาหมอ เท่ากับต้องสูญเสียรายได้ไปทั้งวัน
ฉะนั้น ในการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2568 รัฐบาล นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ จึงคำนึงถึงความจำเป็นและให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการดูแลคุณภาพชีวิตให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีและสวัสดิการที่เหมาะสม ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มุ่งส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตัวเองได้ มีสุขภาพที่แข็งแรง มีความมั่นคงปลอดภัย และมีส่วนร่วมในสังคม จึงมีการขับเคลื่อนเรื่องสถานชีวาภิบาลในระดับอำเภอ เพื่อดูแลผู้สูงอายุและบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยติดเตียง
ตลอดจนบริการดูแลประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมีงบประมาณรองรับสถานชีวาภิบาล จำนวน 1,426.36 ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินการในกลุ่มเป้าหมาย 352,000 ราย
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ของไทยเคยเริ่มต้นวางรากฐานไว้ตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วกว่า 23 ปีว่าทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น และในครั้งนี้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว จะเป็นการขยายสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า จาก 30 บาทรักษาทุกโรค สู่ 30 บาทรักษาทุกที่
“นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิพื้นฐานและการสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงเท่าเทียม ปัจจุบัน 30 บาทเราอัพเกรดใหม่ ใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลรัฐ แต่ยังรวมถึงเอกชน ร้านขายยา คลินิกเวชกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกทันตกรรม ไม่จำกัดจำนวนครั้ง นอกจากครอบคลุมพื้นที่บริการแล้วยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของกลุ่มเปราะบาง” น.ส.ชญาภา กล่าว
น.ส.ชญาภา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการเชื่อมโยงระบบข้อมูลด้านสุขภาพ ประวัติการรักษา ข้อมูลการบริการ และข้อมูลการเบิกจ่ายฯ ผ่านระบบศูนย์กลางข้อมูลอย่างรวดเร็ว ลดความแออัดของโรงพยาบาล ลดการรอคอย ประชาชนสะดวกมากขึ้น
ขณะที่ในส่วนของอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยก็มีบริการศูนย์การแพทย์ปฐมภูมิ โดยมีเภสัชกรร้านยาในชุมชนร่วมดูแล ไม่ว่าสิทธิบัตรทองจะอยู่ที่ไหนก็สามารถปรึกษาและรับยาตามอาการได้ที่ร้านยาที่เข้าร่วม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ ยังมีเรื่องการฉีดวัคซีนเอชพีวี ซึ่งตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การฉีดวัคซีนเอชพีวีจะสามารถเข้าถึงได้ฟรี สำหรับผู้มีความเสี่ยงสูงอย่างเพศกำเนิดหญิงทุกคน และครอบคลุมสายพันธุ์มากขึ้น รวมถึงเรื่องงบประมาณของกองทุนบุคคลที่มีปัญหาสถานะสิทธิ ที่มีแนวโน้มปริมาณมากขึ้นทุกปีด้วยสภาวะความไม่สงบจากชายแดน ทำให้เรามีผู้อพยพ คนไร้รัฐ และบุคคลที่มีปัญหาสถานะสิทธิมากขึ้น ดังนั้น ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับสถานการณ์
น.ส.ชญาภา กล่าวด้วยว่า เราไม่สามารถดูแลประชาชนเพียงร่างกายได้อย่างเดียว ตอนนี้เด็กและเยาวชนต้องการนักจิตวิทยาการปรึกษาประจำโรงเรียน ตนจึงเห็นว่าในสถานชีวาภิบาลก็มีความจำเป็นเช่นกัน
ในปัจุบันระบบการดูแลสุขภาพส่วนใหญ่เป็นนักจิตวิทยาคลินิก ซึ่งอาจจะไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก เยาวชน และผู้สูงวัยที่ต้องการการรับฟังได้อย่างเต็มที่ จึงอยากเห็นความร่วมมือในการผลิตนักจิตวิทยาเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่เราจะสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
น.ส.ชญาภา กล่าวต่อว่า การใช้งบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชน ถือเป็นการปลดพันธนาการความทรุดโทรมของความมั่นคงมนุษย์ที่เรากำลังเผชิญ คลายปมด้วยการเป็นหลังพิงด้านสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนและคนทุกช่วงวัย เพราะเชื่อว่าประชาชนที่แข็งแรงคือรากฐานของรัฐที่แข็งแกร่ง
ฉะนั้น ตนจึงเห็นชอบกับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ นี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายตามแนวทางที่วางไว้ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐา จะใช้งบประมาณทุกบาทจากภาษีพี่น้องประชาชนให้เกิดความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ