ขอนแก่น ว่าที่ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม 3 “อัษฎางค์” ย้ำ ประธาน สว. ต้องเป็นคนดี มีประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับของสมาชิก ยันเดินหน้าผลักดัน พรบ.การศึกษา เน้นการเรียนการสอนแบบใหม่ ศึกษาตรงตามความชอบ ความถนัดที่ใช่ของผู้เรียน มั่นใจ 20 กลุ่ม สาขาทำงานร่วมกันได้
29 มิ.ย. 67 – ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีขอนแก่นบริหารธุรกิจ นายอัษฎางค์ แสวงการ ว่าที่ สว.กลุ่ม 3 (กลุ่มการศึกษาฯ) เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณ ผู้สมัคร สว. ในระดับประเทศ ที่ไว้วางใจและเลคะแนนให้ตนเอง มาทำหน้าที่ สว. ในกลุ่มการศึกษา

โดยส่วนตัวทำงานด้านการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน มากว่า 30 ปี ตรงจุดนี้จึงหนุนส่ง ทำให้ผู้ที่เข้ารับการเลือก สว.ระดับประเทศ ทั้งแบบกลุ่มสาขาในรอบเช้า และแบบไขว้ในช่วงบ่าย ทุกท่านได้พิจารณาถึง ความเหมาะสม ความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจจริง ตามที่ตนเองได้ตัดสินใจลงสมัครรับเลือก สว. จนได้รับความไว้วางใจจากทุกท่านได้คะแนนมาเป็นอับดับที่ 1 ของกลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา
ที่ผ่านมา ตนเองเคยได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สว. เมื่อปี 2549 แต่เกิดการรัฐประหาร คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จึงไม่ได้ทำหน้าที่ แต่ก็ทำงานทางการเมืองและการศึกษา ควบคู่ไปในทุกสนามและทุกระดับ

“รอบไขว้ เป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้และยากมาก แต่เราได้นำเสนอความเป็นการศึกษามาทั้งชีวิต ทำงานกับทุกภาคส่วนได้อย่างลงตัว ประสานงานได้ทุกเรื่อง เพราะวงการการศึกษานั้นเกี่ยวข้องกับทุกสาขา ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มผู้พิการ ท่านแจ้งว่า ความต้องการของคนพิการในด้านการศึกษา คืออะไร กลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี โอทอป ก็กล่าวถึงความต้องการ
และสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในด้านการศึกษาในกลุ่มของตนเอง ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ตนเองอยากทำ และเมื่อได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ สว. กลุ่มการศึกษา ก็จะทำเรื่องนี่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ พรบ.การศึกษา ที่ยังค้างอยู่ในสภาฯ

อีกทั้งถ้ามองว่า การศึกษาของไทยจะดีหรือไม่ดีนั้น อยู่ที่แนวทางปฎิบัติ ส่วนตัวผ่านกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการจัดการศึกษาโดยตรง เห็นชัดเจน คือสิ่งที่เรียนไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ เพราะเมื่อเรียนในสิ่งที่ชอบ ต่อไปข้างหน้าก็จะเป็นสิ่งที่ใช่
สำหรับน้องๆ ทุกคน ที่เป็นกำลังหลักของชาติในอนาคต เพราะถ้าชอบแล้วมันใช่ มันก็จะไปด้วยกันได้ แต่ที่เห็นและเกิดขึ้น คือมาเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ พอจบไปก็ตอบไม่ใช่ โดยส่วนตัวขอทำหน้าที่ ในการจัดการศึกษาที่ตรงกับความต้องการ และตรงกับความจริงที่กำลังเกิดขึ้น”

นายอัษฎางค์ กล่าวต่อว่า ถึงเวลาที่ต้องมาปรับให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงและยอมรับได้ น้องบางคนเรียน 2 ปีจบก็มี ดังนั้นหลักสูตรหรือการปรับปรุงการศึกษาของไทย เราต้องคุยกันใหม่ แม้เดิมเราจะมองว่า การบรรลุ นิติภาวะคือ 20 ปี แต่วันนี้น้องๆ 15 ปี 16 ปี ประกอบอาชีพ หรือมาทำงานที่ตนเองชื่นชอบและต้องการบางอย่างกันได้แล้ว สามารถตัดสินใจได้บางอย่างแล้ว เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องล็อกหลักสูตร หรือระยะเวลาแบบเดิมๆ แล้ว
ส่วนตัวยังคงมองว่า ประเทศไทยต้องแบ่งการศึกษาให้ชัดเจน น้องๆ ที่ชอบและเก่งด้านวิชาการหรือวิชาที่เรียน เน้นหนักในด้านอุดมศึกษาตามความชอบและความถนัด คนใดที่มีทักษะแต่ครอบครัวไม่พร้อม แต่สนใจในการประกอบอาชีพ ตรงนี้เรียกว่า อาชีวะ ซึ่งหากได้เรียน ได้อบรม ได้รับการพัฒนาทักษะ สามารุนำไปประกอบอาชีพได้โดยไม่ต้องจบปริญญาตรี บางทีการยับการเรียน ม.ต้น-ม.ปลาย มากถึง 6-7 ปี อาจจะนานไป อาจจะทำงานก่อนและพร้อมจกลับมาเรียนตรงนี้ก็อาจจะเป็นไปได้

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดชัดเจนในการได้มาซึ่ง สว.ตามกลุ่มอาชีพที่ถนัด ดังนั้นก็มีความเข้าใจและถนัดตรงตามสาขาที่กำหนด ทั้งนี้การทำงานก็ต้องรับฟังและเข้าใจในกลุ่มสาขาอื่นๆ ที่จะมาร่วมกันทำงานให้กับประเทศ แม้ในเริ่มต้นเราจะทำงานในกลุ่มสาขาอาชีพของเรา
แต่ต่อไปก็จะเป็นการทำงานร่วมกันในทุกกลุ่มสาขา เพราะทุกคนสามารถให้ข้อคิดและนำเสนอประเด็นในกลุ่มอาชีพอื่นๆได้ เพราะแม้จะมีเวลาไม่นานในการเลือก สว.ที่ทุกคนต้องเตรียมตัว ตนเองก็ได้คุยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน กับอีกหลายกลุ่มซึ่งก็ทำให้รู้ว่าแต่ละกลุ่มมีความถนัด มีความต้องการ และมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแน่นอน”

นายอัษฎางค์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ภายนอกกำลังมองว่า สว.อยู่สังกัดใด อยุ่กลุ่มใด หรือแบ่งสีใด ซึ่งทั้ง 200 ท่าน ที่ได้รับการเลือกทุกคนมีความตั้งใจ มีความจริงใจ มีประสบการณ์ และได้รับความไว้วางใจจนได้รับเลือกตามกฎหมายกำหนด เราอย่าให้ความรู้หรือการศึกษามากำหนดกรอบ กำหนดบุคคลหรือกำหนดวุฒิภาวะ ทุกคนมีความรู้ความสามารถ บางท่านจบ ป.4 หรือ จบ ม.ปลาย แต่ก็มีความคิดและประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า
ผมได้พูดคุยกับทุกกลุ่มบุคคล ทุกกลุ่มอายุ ทุกคนมีแนวคิดและแนวทางของตนเอง บางครั้งก็รู้สึกว่าใช่ตามไปด้วย ดังนั้นหากจะมองว่าพวกมากลากไป หรือเกรงว่า สว.จะโดนครอบงำ คงอาจจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงขอให้กระบวนการตรงนี้ ดำเนินการไป
ส่วนของประธาน สว.และ รองประธาน สว. ขอให้เป็นคนที่ดี มีประสบการณ์ มีภาวะผู้นำ ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยและหารือกันอีกครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครประสานงานมา หรือพูดถึงในเรื่องนี้