“รมว.กต.” โต้ “โรม” ยัน ไม่พบหลักฐาน ธนาคารไทย เอี่ยวซื้ออาวุธรัฐบาลเมียนมา ย้ำรัฐบาลไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ชี้คว่ำบาตรไม่เป็นผลดีต่อ 2 ประเทศ

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 18 ก.ค. 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสดด้วยวาจา ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถามนายกรัฐมนตรี

โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ชี้แจงแทน กรณีปรากฏระบบธนาคารไทย เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมซื้อ-ขายอาวุธ เพื่อเอื้อให้เกิดการสูญเสียสงคราม และความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในเมียนมา ตามรายงานของ Banking on the Death Trade: How Banks and Governments Enable the Military Junta in Myanmar ที่นายทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา จัดทำขึ้น

โดยนายมาริษ ชี้แจงว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนและขอยืนยันว่าเราไม่มีนโยบายที่จะสนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการส่งเสริมให้มีการใช้ธุรกรรมของธนาคารในการกระทำที่เป็นการขัดต่อกฎบัตรขององค์การระหว่างประเทศหรือสหประชาชาติ เราเคารพในการที่เรามีความสัมพันธ์กับประเทศทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

ในส่วนเรื่องการดำเนินการและติดตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง และได้ดำเนินการสอบถามไปแล้ว

กรณีที่เอกสารรายงานของนายทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา จัดทำขึ้น เป็นเอกสารประกอบการประชุม และมีการระบุอย่างชัดเจนในรายงานดังกล่าวว่า ไม่พบหลักฐานที่ระบุว่าธนาคารไทยที่ถูกอ้างถึงในรายงานรับรู้ว่าธุรกรรมดังกล่าวเป็นการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ หรือมีกองทัพเมียนมาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สุดท้าย

รวมถึงไม่พบหลักฐานว่ารัฐบาลไทยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับรู้เกี่ยวกับธุรกรรมดังกล่าว และไม่มีหลักฐานระบุว่าสถาบันการเงินของไทยรับรู้เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางการไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และออกคำแถลงชี้แจงหลายครั้ง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และปปง. แถลงว่ามีมาตรฐานทางการเงินและไม่สนับสนุนการจัดซื้ออาวุธให้แก่องค์กรทหารของเมียนมา

รวมถึงให้ความสำคัญต่อการป้องกัน ห้ามนำธุรกรรมทางการเงินของภาคธนาคารไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธที่จะไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน และอธิบดีกรมสารนิเทศน์และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวให้ทุกฝ่ายได้รับทราบ โดยย้ำท่าทีตามคำชี้แจงและแถลงการณ์ของ ธปท. และปปง. รวมทั้งธนาคารพาณิชย์หลายแห่งด้วย

นอกจากนี้เอกอัคราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวา ได้กล่าวถ้อยแถลงย้ำท่าทีตามถ้อยแถลงของ ธปท. ปปง. และธนาคารพาณิชย์หลายแห่งของไทย รวมทั้งได้ยืนยันนโยบายของรัฐบาลไทยที่ไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนษยชน ไม่สนับสนุนการใช้ธุรกรรมของธนาคารไปละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือไปสังหารประชาชนประเทศใดก็ตาม

รวมทั้งผู้แทนถาวรไทยฯ ได้แจ้งให้ทราบด้วยว่า หากผู้เสนอรายงานพิเศษให้ข้อมูลของบริษัทหรือธุรกรรมที่ชัดเจน ทางการไทยก็พร้อมตรวจสอบเพิ่มเติม

นอกจากนั้น ผู้เสนอรายงานพิเศษยอมรับเองด้วยวาจา การตรวจสอบทางการเงินดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และแสดงความยินดีที่ทางการไทยรับทราบและมีคำชี้แจงอย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับแนวทางในการตรวจสอบ และหากนายทอม แอนดรูว์ส มีข้อมูลเพิ่มเติมทางการไทยก็ยินดีรับฟัง และนำมาใช้ในการตรวจสอบ

ตนขอเรียนว่าเคยมีหลายกรณีที่มีการร้องเรียนจากต่างประเทศ และผู้ร้องเรียนมีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกรรมของบริษัทในประเทศไทย ที่เข้าข่ายการทำธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล คือ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือใช้ไปในการซื้อขายอาวุธ หรือสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดใดๆ ก็ตาม รัฐบาลไทยให้ความร่วมมือด้วยดีเสมอมา และมีการตรวจสอบ ขอให้บริษัทดังกล่าวระมัดระวังการกระทำนั้นๆ

ซึ่งในกรณีนี้ได้มีการเรียกประชุมและได้มอบหมายให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะธนาคารของไทยที่ได้รับคำร้องขอ ได้ตรวจสอบรายละเอียด ซึ่งทั้งหมดได้ทำตามกระบวนการตามมาตรฐานสากลเรียบร้อย ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เรียกประชุมในวันที่ 24 ก.ค.นี้ เพื่อติดตามเรื่องนี้อย่างเข้มข้น รวมทั้งจะมีการตรวจสอบและตักเตือนให้ระมัดระวังการทำธุรกรรมดังกล่าวต่อไป

สำหรับข้อเรียกร้องของผู้เสนอรายงานพิเศษที่มีนัยยะมุ่งสู่เป้าหมายที่ให้มีการยุติการทำธุรกรรมทางการเงินกับลูกค้า วิสาหกิจ หรือธนาคารที่ทางการเมียนมาเป็นเจ้าของ หรือมีการติดต่อด้วย เป็นเสมือนข้อเรียกร้องให้ไทยมีมาตรการคว่ำบาตร แซงชั่น ทางการเมียนมา ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเราก็ไม่ต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่ไม่ดีในอนาคต

จึงขอเรียนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องของมนุษยธรรม คำนึงถึงผลกระทบของการคว่ำบาตรต่อประเทศเมียนมา เนื่องจากใช้มาตรการคว่ำบาตรจะส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชนชาวเมียนมา ที่ประสบความยากลำบากมากอยู่แล้วจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ มีการค้าขายชายแดนระหว่างกัน จึงต้องรักษาความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

“เมื่อในรายงานไม่มีการพบหลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่า ธุรกรรมทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการซื้อขายอาวุธโดยตรงหรือมีกองทัพเมียนมาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ และไม่มีหลักฐานระบุได้ว่ารัฐบาลไทยมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว แต่เป็นเพียงการอนุมานสร้างสมมติฐานของผู้เสนอรายงานเท่านั้น

ดังนั้น หน้าที่ของผมในฐานะรมว.ต่างประเทศ ก็ต้องชั่งน้ำหนัก และดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย และธนาคารไทย รวมทั้งรักษาสิทธิและเกียรติภูมิของประเทศ เมื่อไม่มีหลักฐานชี้ชัด ผมก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องชาวไทยอย่างเต็มที่ และจะพยายามทำทุกอย่างให้โปร่งใสที่สุด” นายมาริษ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน