ผลโหวตเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานอีก 2 ตำแหน่ง เป็นที่จับตาเมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับเลือกทั้ง 3 คน ล้วนมาจากแรงผลักดันของกลุ่มสว.สีน้ำเงิน

ยิ่งดูคะแนนโหวต นายมงคล สุระสัจจะ ว่าที่ประธานวุฒิสภา ได้ 159 คะแนน, พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ว่าที่รองประธานคนที่ 1 ได้ 150 คะแนน นายบุญส่ง น้อยโสภณ ว่าที่รองประธานคนที่ 2 ได้ 167 คะแนน

ผลโหวตและคะแนนที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่แบบนี้ สะท้อนถึงแนวทางการทำงานของวุฒิสภาในอนาคตอย่างไรบ้าง

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
การเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า

เมื่อที่มาของทั้งประธานและรองประธานวุฒิสภาอยู่ในกลุ่มการเมืองฝ่ายสีน้ำเงิน ทำให้ภาพลักษณ์ของสภา “เป็นสภาผูกขาด” ของกลุ่มอำนาจหนึ่งในสังคม ไม่ได้เป็นผู้แทนปวงชนโดยแท้จริง

ต้องดูกันต่อไปว่าที่มาที่กำหนดตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้ จะกำหนดพฤติกรรมของบรรดา สว. รวมถึงประธานและรองประธานได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ หากว่าทั้ง 3 คนกระทำในทิศทางที่มีความเป็นอิสระ เป็นกลางและคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติจริงๆ ก็จะลบคำครหาได้

แต่หากทำตรงกันข้ามและไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มอำนาจที่เสริมให้เขาได้มีตำแหน่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของ สว.ชุดนี้ย่ำแย่เหมือนสว.ชุดเดิม

ถามว่าหากกลุ่มสีน้ำเงินคุมเบ็ดเสร็จและมีเสียงกลุ่มก้อนใหญ่จะมีผลต่อการทำงานของวุฒิสภาหรือไม่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ คนที่มาจากแหล่งอำนาจใดมักตอบสนองแหล่งอำนาจนั้นซึ่งเรื่องนี้เป็นจริงทางการเมือง

แต่อำนาจของแหล่งที่มาก็อาจไม่มีความมั่นคงหรือเสถียรภาพทั้งหมด หากเผชิญกับการตรวจสอบและแรงกดดันจากสังคมก็อาจทำให้อำนาจสั่นคลอนได้ ส่งผลให้พฤติกรรมของคนที่อยู่ในอำนาจต้องกระทำในทิศทางที่ไม่ขัดกับความรู้สึกของประชาชนมากจนเกินไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพลังภายนอกที่เข้าไปกดดันการทำงานของสว.ด้วย

ส่วนความหวังต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยากแน่นอน เพราะกลุ่มนี้หากดูทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองจะออกไปทางแนวอนุรักษนิยม และน่าจะพึงพอใจในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อยู่มาก

ฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญถ้าแก้ทั้งฉบับไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องยอมรับว่าหากมีการแก้ไขในมุมมองจากคนนอกตอนนี้ก็คงอดคิดไม่ได้ว่าอาจแก้ประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้กลุ่มมีอำนาจต่อไปก็ได้

ส่วนการแต่งตั้งองค์กรอิสระอาจพอมีความหวังอยู่บ้าง เพราะการเลือกมีขั้นตอนที่มาจากกรรมการสรรหาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นประธานสภา ประธานศาลฎีกา เป็นต้น

แต่คนที่เหมาะสมในสายตาของกรรมการสรรหาอาจไม่สอดคล้องกับคนที่เหมาะสมในสายตาของกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มสว.ส่วนใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นกระบวนการคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระจะขัดแย้งยืดเยื้อเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสว.ชุดก่อน

การมีสว.กลุ่มสีน้ำเงินเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในทางการเมืองย่อมแนวโน้มเพิ่มอำนาจการต่อรองให้พรรคที่อยู่เบื้องหลัง และเรื่องแรกที่เห็นร่องรอยของการต่อรองคือนโยบายกัญชา

และจากผลคะแนนการโหวตเลือกประธานและรองประธานที่ออกมา เป็นไปได้สูงที่กลุ่มสีน้ำเงินจะกวาดเก้าอี้กรรมาธิการคณะหลักๆ ไว้ทั้งหมด เพราะตอนนี้ สว.สีน้ำเงิน 150 เสียง

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

การเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาชัดเจนแล้วว่ามาจากคนกลุ่มเดียวคือบ้านสีน้ำเงินเหมาไปทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่ต้องดูต่อไปคือกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาเขาจะแบ่งหรือไม่

เพราะตอนนี้อย่างไรก็มองว่า สว.ที่ได้มาใหม่น่าจะดีกว่าชุดเก่า แม้จะถูกมองว่าสั่งหันได้โดยพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองก็อยู่ติดกับประชาชนมากกว่าอำนาจเก่า

ส่วนข่าวที่เล็ดลอดว่ากลุ่มสว.สีน้ำเงินจะยึดกรรมาธิการเกรดเอและกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะถูกระแวงว่าวุฒิสภาไม่เป็นกลาง เชื่อถือไม่ได้ ไม่เป็นอิสระ เลือกข้าง

ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยอาจลิงโลดเพราะรู้สึกว่าตั้งแต่เลือกสว.เสร็จ ก็ได้รับการเอาอกเอาใจสูง อดีตนายกฯ ไปเยี่ยมถึงถิ่น ส่วนจะสามารถใช้สว.ต่อรองกับรัฐบาลได้หรือไม่นั้นมองว่ายังไม่ถึงกับสรุปได้เช่นนั้น แต่ก็เหมือนต่อรองได้ดูได้จากเรื่องกัญชา

การที่ประธานและรองประธานวุฒิสภามาจากกลุ่มสีน้ำเงินถามว่ากระทบต่อภาพลักษณ์วุฒิสภาหรือไม่นั้น ตราบใดที่เรารู้สึกว่ามาจากกลุ่มคนกลุ่มเดียว ก็รู้สึกว่าไม่เป็นอิสระ ไม่น่าจะเที่ยงธรรมและเชื่อถือได้

เสียภาพลักษณ์ตั้งแต่แรกแล้วที่มีการวางตัวประธานวุฒิสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แต่หลบมาให้เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งแทน จะได้ไม่มีชื่อว่าเอานายพลมาคุมวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภาคนที่สองก็ไม่ปล่อย ตอนแรกนายบุญส่ง น้อยโสภณ ไม่ชัดเจนอยู่กลุ่มสีน้ำเงิน แต่ตอนเลือกก็รู้ว่าสีน้ำเงินเข้ม อำนาจอยู่ที่ไหนคนก็วิ่งเข้าหา

ที่สว.มีเสียงเป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ไม่ได้ทำให้การทำงานลำบากแต่จะทำงานไปทางไหนเท่านั้นเองสิ่งที่คนจำนวนมากต้องการคืออยากให้สว.เป็นกำลังสำคัญในการแก้รัฐธรรมนูญด้วย และมองกันว่าถ้าเป็นคนของพรรคการเมืองก็น่าจะง่ายขึ้น

แต่ตัวอำนาจคือสว.มาจากกลุ่มอดีตข้าราชการถือเป็นกลุ่มอนุรักษ์ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงคิดว่าเป็นเรื่องยากเพราะกลุ่มอำนาจไม่ไว้ใจ

ส่วนการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านพอดี หากคนที่อยู่ในข่ายไม่ไปแนะนำตัวก็คงผ่านยาก แน่นอนคนที่จะให้ผ่านก็ต้องเป็นคนของเขา

สว.สามารถกอบกู้ภาพลักษณ์ของวุฒิสภาได้ด้วยการเป็นตัวของตัวเองให้สูง ฟังเสียงประชาชนให้มาก แม้สว.จะเป็น การเลือกกันทางอ้อม หรือเป็นการคัดสรรมากกว่าเลือกตั้ง แต่จุดประสงค์จริงๆ คือต้องการความเป็นอิสระ ต้องการความเที่ยงตรงในการตัดสินสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้

แม้ภาพที่ออกมาจะดูเหมือนว่าสว.ชุดนี้ไม่เป็นตัวของตัวเองแต่คิดว่ายังดีกว่าสว.ชุดเก่า เพราะสว. ชุดใหม่ที่มากว้างขวางขึ้นและอย่างน้อยพรรคการเมืองก็ขึ้นกับประชาชน

ธีระพล อันมัย
คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

วุฒิสภามีภาพลักษณ์ไม่ดีตั้งแต่มีที่มาจากรัฐประหาร แม้จะมีการสรรหาชุดใหม่เข้ามาก็ไม่รู้จะเรียกอะไรเพราะไม่ใช่การเลือกตั้ง ไม่ได้ยึดโยงประชาชน ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะกติกาจึงไม่คิดว่าภาพลักษณ์จะดี เพราะต้นกำเนิดคือรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร

การเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานที่สะท้อนถึงเสียงกลุ่มก้อนใหญ่ของสายสีน้ำเงิน ดังนั้นในการทำงานเสียงส่วนน้อยต้องพยายามส่งเสียงว่าเสียงส่วนใหญ่มีปัญหาอะไร สว.ชุดก่อนต่อให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่ฟังอยู่แล้ว แต่ชุดนี้น่าจะมีความยึดโยงหรือรับฟังอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ไม่กล้าคาดหวังทั้งหมด

ต้องจับตาดูการทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและการแต่งตั้งองค์กรอิสระ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อสายสีน้ำเงินเข้ามาค่อนสภาสูงถามว่าจะยิ่งแก้ไขได้ยากหรือไม่นั้นยังมองว่าขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า ต้องสร้างฉันทามติร่วมกันให้ได้ อะไรที่หักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ได้ต้องค่อยๆ ขยับ

โดยความชอบธรรมสภาผู้แทนฯ สำคัญกว่า หากเสียงส่วนใหญ่ยกมือให้ สว.ที่เราเชื่อว่าเป็นสีน้ำเงินก็ต้องฟัง

ส่วนอำนาจการแต่งตั้งอค์กรอิสระคิดว่าคงเหมือนเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ตัวแสดงเบื้องหลังไม่ใช่หัวหน้าคณะรัฐประหารแต่คือพรรคการเมือง แต่ถือว่าทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยการจับตาพรรคที่อยู่เบื้องหลัง อย่างไรพรรคการเมืองก็ยืดหยุ่นกับเสียงของประชาชนมากกว่าเผด็จการช่วง 9 ปี ที่ผ่านมา

อย่างน้อย สว.ชุดนี้ก็มาจากกลุ่มคนหลากหลายที่ไม่ได้มาจากกเผด็จการแต่งตั้งจึงน่าสนใจ และทำให้พรรคภูมิใจไทยเองก็ต้องทำงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น

ส่วนสว.ชุดนี้จะเพิ่มอำนาจต่อรองให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น เมื่อมาจากการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยอย่างไรก็ต้องฟังเสียงประชาชน อย่าคิดมากจนทำให้เราสร้างปีศาจขึ้นมา เพราะอย่าลืมว่าปีศาจที่แท้จริงคือรัฐธรรมนูญที่มาจากการทำรัฐประหาร จนทำให้มีสว.แบบนี้เกิดขึ้น และสำคัญมากกว่าคือทำอย่างไร ให้สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นในระบบการปกครอง

ส่วนโอกาสที่สว.กลุ่มสีน้ำเงินจะเหมาเรียบกมธ.เกรดเออีกก็ให้เป็นไปแต่หน้าที่ของเราคือการจับตามอง ตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ให้จงหนัก สว.ชุดนี้คงหน้าบางกว่าสว.ชุดที่แล้ว เพราะการอยู่กับพรรคการเมืองน่าจะฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์

เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์วุฒิสภาควรโหวตให้มีการแก้ไขที่มาสว.จากระบบนี้ หากจะให้มีสว.ต่อควรมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่มาจากการจ่ายเงิน 2,500 บาทไปสมัครและเลือกกันเอง ทั้งที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนรู้เห็น และต้องร่วมกันผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน