หมออ๋อง ชี้เป็นอำนาจของสภา หากหลุดจากตำแหน่ง แล้วเสนอชื่อเสียบแทน หวัง‘เพื่อไทย’ทำตามเอ็มโอยู รักษาสมดุลความเป็นกลาง-รักษาคำพูด มองประชาชนเจ็บปวดมาหลายรอบแล้ว
เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 30 ก.ค. 2567 ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดียุบพรรคก้าวไกล ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ มีการเตรียมพร้อมอย่างไร เนื่องจากมีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค ชุดที่อาจถูกตัดสิทธิ์ว่า ในวันนั้นมีความเป็นไปได้หลายทาง เราคิดถึงความเป็นไปได้และข้อจำกัดก่อน
ตอนนี้พยายามดูว่างานในความรับผิดชอบทั้งหมดมีอะไรที่ทำได้บ้างทั้งก่อนและหลังวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งต้องพยายามแยกส่วน แต่ถ้าถามว่าจะหยุดการทำงานของเราในระยะต่อไปได้หรือไม่ ก็ไม่ เพราะงานดังกล่าว เราได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ
เมื่อถามว่าได้พูดคุยหรือให้กำลังใจเพื่อน สส.ในพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า คุยกันในฐานะเพื่อนแบบไม่มีพรรค น่าประหลาดใจว่าไม่มีใครหวั่นเกรงอะไรเลย ทุกคนยังทำงานอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่าในวันนั้นจะมีโอกาสไปร่วมงานกิจกรรมที่พรรคก้าวไกลหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ตนไม่ทราบตารางงานนั่งบัลลังก์ งานหลักคือการรับผิดชอบการประชุมสภา ถ้าเพื่อนๆ ไปรวมตัวกันที่ไหนก็ค่อยติดตามข่าว ส่วนคำวินิจฉัย แน่นอนว่าหากยุบพรรคแล้ว ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคด้วย คุณสมบัติของตำแหน่งรองประธานสภาฯ ระบุว่าต้องเป็น สส. หากสิ้นสภาพ สส. การทำงานของรองประธานสภาฯ ก็สิ้นเช่นกัน
เมื่อถามว่ามองอย่างไรถึงกระแสข่าวพรรคร่วมรัฐบาลอยากได้ตำแหน่งรองประธานสภาฯ อาจมีคนเสนอชื่ออื่นที่ไม่ได้มาจากพรรคก้าวไกล นายปดิพัทธ์กล่าวว่า เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของสภาฯ เพราะตำแหน่งในสภาฯ ทั้งหมด มาจากการเสนอชื่อโดย สส. แต่ก็คิดว่าตำแหน่งนี้คงไม่มีใครอยากได้มาก หรือถ้าได้ไปแล้วจะเกิดประโยชน์หรือโทษทางการเมืองอะไรบ้าง ขออย่างเดียวใครที่มาแทนตน หากเห็นด้วยกับแนวทางที่ตนพยายามพัฒนาสภาฯ อยู่ ก็ให้พัฒนาต่อ
ส่วนตำแหน่งที่ได้จากการทำเอ็มโอยูระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยนั้น ตำแหน่งนี้ยังควรเป็นของพรรคก้าวไกลอยู่หรือไม่ นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าเอ็มโอยูนั้นจะมีสาระอยู่หรือไม่ เรายังคาดหวังการรักษาคำพูด เพราะประชาชนเจ็บปวดกับการเสียคำพูดมาหลายรอบแล้ว
“แน่นอนว่าเอ็มโอยูก็คือเอ็มโอยู เราเห็นการฉีกมาแล้ว ไม่ได้คาดหวังมาก แต่ถ้าเราเห็นถึงหลักการที่ควรจะเป็น เช่น การมีรองประธาน 1 ใน 3 ที่มาจากฝ่ายค้าน ทำให้เกิดความสมดุลในความเป็นกลาง ไม่ใช่เป็นกลางในเชิงบุคคล แต่เป็นความเป็นกลางในเชิงสถาบัน ซึ่งอาจเป็นออพชั่นที่ดี ที่วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านได้คุยกัน” นายปดิพัทธ์กล่าว