ไพบูลย์ ยกกม.-คำวินิจฉัยศาลรธน. บีบ‘นายกฯอิ๊งค์’ ผิดคำมั่นหัก พปชร. เขี่ยพ้นรัฐบาล ชี้เสี่ยงขาดคุณสมบัติ เหตุไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซัดเพื่อไทยดูบ้านตัวเองก่อน ลั่นไม่คิดขับ‘ธรรมนัส’
เมื่อเวลา 10.20 น.วันที่ 29 ส.ค.2567 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงผลประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)ว่า ที่ประชุมรับทราบมติพรรคเพื่อไทยไม่ให้พรรคพลังประชารัฐร่วมรัฐบาล
โดยตนได้แจ้งเพิ่มเติมว่า เรื่องของพรรคพลังประชารัฐไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย แต่เกี่ยวโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายกฯ เคยมีสัญญาประชาคมหรือข้อตกลง ที่เสมือนเป็นคำมั่นกับพรรคพลังประชารัฐ แสดงออกต่อสาธารณะว่าจะให้พรรคพลังประชารัฐลงมติเห็นชอบให้ตัวเป็นนายกฯแล้วจะให้พรรคพลังประชารัฐมีที่นั่งในครม.ตามสัดส่วนเดิม
พรรคได้ให้ส.ส. ไปลงมติสนับสนุนให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ 39 คน เว้นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ที่ติดภารกิจไม่สามารถไปร่วมออกเสียงได้ แสดงว่าพรรคได้ทำตามคำมั่นแล้ว ดังนั้นนายกฯควรต้องทำตามคำมั่นที่ให้ไว้เช่นกัน
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 362 บัญญัติว่า บุคคลออกโฆษณาให้คำมั่นว่าจะให้รางวัลแก่ผู้ซึ่งกระทำการอันใด ก็จำต้องให้รางวัลใดใดผู้ได้กระทำการอันนั้น ถึงแม้ไม่ใช่ว่าผู้นั้นจะกระทำการโดยเห็นแก่รางวัล
“ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การกดดัน เป็นเพียงการพูดข้อกฎหมาย ในกรณีของนายกฯ ที่ได้ให้คำมั่นกับพรรคพลังประชารัฐและในครั้งหลังสุด นายกฯได้ออกมายืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล จึงถือว่าครบสมบูรณ์ตามหลักการของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์”
นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับพรรค สบายมาก หัวหน้าพรรคมีความสุข เข้มแข็งและแน่วแน่ที่จะดูแลพรรคในฐานะหัวหน้าพรรคไปตลอด จนกว่าจะไม่ไหว ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้น หากเป็นไปตามนั้น ถือว่าเฉยๆ และที่ประชุมไม่มีการพิจารณาในเรื่องนี้ เพราะไม่ถือว่าต้องเป็นห่วง
แต่คนที่ควรเป็นห่วงคือนายกฯ คนปัจจุบันมากกว่า เพราะการที่ให้คำมั่นสัญญาครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำมั่น วิญญูชนโดยทั่วไปก็จะว่าได้ว่านายกฯ ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่
ดังนั้น สื่อควรเป็นห่วงนายกฯ เพราะหลักการมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ถือมีมีความสำคัญ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 บอกว่าการพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามคำปรารภที่รัฐธรรมนูญวางไว้กลไกป้องกันตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ
นายไพบูลย์ กล่าวว่า การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 รู้ หรือควรรู้ข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่างๆ ของผู้ถูกร้องที่สองแต่ยังเสนอแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 ซึ่งก็คือนายกฯคนที่แล้ว ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ถือว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4)
ศาลรัฐธรรมนูญยังพิจารณาต่อไปว่า เมื่อขาดคุณสมบัติ เรื่องนี้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมในหมวดหนึ่ง ข้อ 8 ที่บัญญัติว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้น ศาลจึงเสียงข้างมากวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่หนึ่งนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากไม่มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ตนตามหลักวิชาการเท่านั้น
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในอนาคต แม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลและต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน ก็จะไม่ยื่นฟ้องนายกฯ เพราะพลังประชารัฐเป็นพรรคผู้ใหญ่ ไม่ไปทำอะไรอย่างนั้น เพียงแค่ต้องการบอกว่าเป็นเรื่องของคำมั่น ซึ่งไม่ต้องมีสัญญาหรือลงลายมือชื่อ เพราะเป็นเรื่องการแสดงเจตนา
จึงอยากถามกับนายกฯ ว่ามีคำมั่นแล้วไม่ปฏิบัติตามก็จะกลายเป็นข้อครหา ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจน ซึ่ง พรรคไม่ได้หวังจะให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เมื่อทำแล้ว ก็ทำต่อไปให้มันจบ ในส่วนพรรคมีความมั่นคง และพร้อมทำทุกหน้าที่ที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และขอฝากถึงพรรคเพื่อไทยว่า เราไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรกับพรรคท่าน ท่านไม่ต้องมามีมติเรื่องอะไรกับเรากับนายกฯ
ส่วนที่มีกระข่าวว่าคนบ้านป่ามีคลิปวิดีโอของคนบ้านจันทร์ส่องหล้า เรียกรัฐมนตรีหารือในวันที่นายเศรษฐา ทวีสิน หลุดจากตำแหน่งนายกฯ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ต่อให้รู้ก็ไม่รู้จะพูดทำไม เมื่อถามย้ำว่าหากมีคลิปจริง จะเป็นไม้เด็ดเรื่องของครอบงำพรรคหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ วันนี้ต้องการจะบอกว่าให้สื่อไปห่วงนายกฯ ไม่จำเป็นต้องห่วงพรรคพลังประชารัฐ เราสบายมาก หัวหน้าพรรคอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก
ที่ห่วงคือสถานะของรัฐบาล หากเริ่มต้นอย่างนี้จะอยู่ไปได้นานสักเท่าไหร่ ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าจะมีชื่อพลังประชารัฐร่วมรัฐบาลหรือไม่ ยิ่งไม่มีชื่อจะกลายเป็นเรื่องดี ขอแสดงให้เห็นว่า ท่านไม่ทำตามคำมั่น และสส.ก็จะมีความสุข ทำงานอย่างเป็นอิสระไม่มีข้อจำกัดอะไร
การต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ก็เป็นเพียงระเบียบของสภาที่กำหนดว่าเมื่อไม่มีนายกฯ อยู่ ก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน แต่ในการทำงานจริง เราทำตามอุดมการณ์ของตัวเองเหมือนเดิม หากต้องไปเป็นรัฐบาลร่วมกับนายกฯที่ไม่ปฏิบัติตามคำมั่นก็เสียชื่อ ส่วนพรรคประชาชนอาจมองเราในด้านไม่ดี ตนไม่อยากไปวิจารณ์
เมื่อถามว่าพรรคจะขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในครอบครัวพลังประชารัฐไม่อยากให้ใครมาเกี่ยว และพรรคจะไม่มีมติขับร.อ.ธรรมนัส ออกจากพรรคเพราะเป็นครอบครัว ใครจะขับคนในครอบครัวตัวเอง เรามีความสุขที่จะอยู่ด้วยกัน สส.พรรคพลังประชารัฐยังกินข้าวด้วยกันมีความสุขปกติเป็นหนึ่งเดียวกันหมด ไม่รู้ทำไมคนนอกชอบมองยังไงประสงค์ร้ายกับเราหรือไม่
-
- พลังประชารัฐไปต่อ รับบทฝ่ายค้าน ชัยวุฒิ เหน็บรัฐบาลใช้วิธีดูด สุดท้ายพังแน่
- บิ๊กป้อม ดูดไปป์อารมณ์ดี หลังพท.หักหลัง แฉดีลบ้านจันทร์ ลั่นไม่มีทางปิดสวิตช์3ป.
- ขันหมากมาแล้ว! เพื่อไทย ส่งเทียบเชิญ ปชป.ร่วมรัฐบาล ชี้มีอุดมการณ์ทำงานร่วมกันได้
- มติกก.บห.เพื่อไทย ไม่เอา พปชร. จ่อส่งเทียบเชิญ “กลุ่มธรรมนัส-ปชป.” ร่วมรัฐบาล