ณัฐชา ซัดนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิต แค่เทคนิคหาเสียง-เอาตัวรอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐบาลเศรษฐา ชี้หากจริงใจ ต้องอุดหนุนถ้วนหน้าตั้งแต่แรกเกิด

เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 13 ก.ย.2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาร่วมกันของรัฐสภา มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ผ่านมา 1 ปี บอกว่าจะยกระดับประชาชนตามที่รับปากไว้ ผลสุดท้ายสิ่งเดียวที่ยกระดับได้คือ ยกระดับผ้าขาวม้าที่ผูกที่เอวมาผูกที่คอ แต่อย่างอื่นทำไม่ได้เลย

ตนถึงบอกว่า วันนี้ประชาชนตั้งคำถามว่าก้าวแรกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ จะมีความจริงใจมากน้อยแค่ไหนกับประชาชน เมื่อตอนหาเสียงนายกฯบอกว่า อยากให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไปพร้อมๆกัน จากคำพูดหาเสียงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเทคนิคการหาเสียงมาสู่คำแถลงนโยบายที่มีคำพูดเหล่านี้เช่นกัน แต่จะกลายเป็นเทคนิคเอาตัวรอดในสภาฯ หรือไม่ เพราะมีการระบุไว้ชัดเจนว่าอยากเห็นคนไทยมีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

แต่เมื่อดูในรายละเอียดเชิงลึกว่า ทำอย่างไรบ้าง พบว่าวัยเด็กมีเงินอุดหนุน 600 บาทแบบถ้วนหน้า ก็ยังคงไม่ถ้วนหน้า มีการคัดกรองและพิสูจน์ความจน พิสูจน์รายได้ 1 แสนบาท ตนพูดอย่างนี้เพราะพิสูจน์แล้วว่า 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้บรรจุเรื่องเหล่านี้เลย งบประมาณที่เพิ่งผ่านสภาฯไปก็ไม่มีเพียงแค่เทคนิคการหาเสียงและเอาตัวรอดเท่านั้น

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า หากเป็นอย่างนี้ เราจะหวังการยกระดับคุณภาพใดๆ กับประชากรใหม่ของประเทศนี้ เราจะหวังการยกระดับคุณภาพชีวิตใดๆ ของประชาชน ถ้าเกิดมาในบ้านเมืองนี้ แรกเริ่มก็ดูได้ไม่ดีพอ ทั้งที่การลงทุนในเด็กมีความจำเป็นมากที่สุด เพื่อที่ประเทศจะได้พัฒนาบุคลากร และสุดท้ายจะพัฒนาประเทศ

ถ้ารัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลง ปรับเพิ่มให้เงินอุดหนุนเด็ก 1,000 บาท และยกเลิกเงื่อนไขครอบครัวรายได้ 1 แสนบาท ตนจะไม่ว่าเลย แต่นี่ไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพิ่มเติมคือประชาสัมพันธ์เท่านั้น หากรัฐบาลจริงใจกับประชาชน จะทำให้เกิดความถ้วนหน้าจริงๆ ไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน และไม่ต้องลงทุนถึงแสนล้านให้เป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจเหมือนเงินดิจิทัลวอลเล็ต เพราะใช้เงินอีกเพียง 6,679 ล้านบาท ก็ให้เงินเด็กทุกคนโดยไม่ต้องพิสูจน์ใดๆ เกิดปุ๊บรับปั๊บได้ทันที

ส่วนใครจะไม่เอาก็เรื่องของเขา รัฐบาลอย่าไปคิดแทนเขา เพราะเมื่อคิดแทนเมื่อไหร่จะมีคนตกหล่นทันทีเพราะ 34 เปอร์เซ็นต์เป็นคนยากจน หากรัฐบาลระบุเรื่องเหล่านี้ไว้ในนโยบาย จะขอชื่นชม แต่กลับไม่มีทั้งในงบประมาณและในนโยบาย อย่างนี้จะอยู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีกินมีใช้ได้อย่างไร

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า วันนี้เราได้เห็นคำแถลงนโยบายของนายกฯ ได้ถูกขนานนามว่า เป็นรัฐบาลครอบครัว เห็นว่าคำนี้ไม่เสียหาย หากดูแลทุกครัวเรือนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในรัฐบาลนายเศรษฐาบอกว่าให้ความสำคัญเท่าเทียมแก่คนทุกกลุ่ม ดูแลด้วยสวัสดิการโดยรัฐ ซึ่งในรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ใช้คำว่าจะจัดสรรสวัสดิการให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และเข้าถึงสิทธิ์และสวัสดิการของรัฐโดยสะดวก

เรื่องนี้ตนสงสัยว่า การเข้าถึงสวัสดิการที่เปลี่ยนแปลงไปกลับเข้าถึงสวัสดิการของรัฐโดยสะดวกตรงนี้ใครสะดวก ให้ประชาชนสะดวก หรือรัฐสะดวกที่จะดูแลประชาชน ประชาชนจึงตั้งคำถามว่าก้าวแรกของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร มีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน ในการอุดหนุนเด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึงตาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน