“เสวนา ตามหาขุมทรัพย์ของกองทัพไทย” ซัด ททบ.5 หนี้พันล้าน สวนทางเรตติ้ง แนะควรหยุดดำเนินกิจการ ด้านสนามกอล์ฟเหล่าทัพ มองไม่คุ้มเสียโอกาสทำรายได้ประเทศ มองควรเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ เรียกร้องทัพไทย คืนขุมทรัพย์ใต้ดินให้รัฐบริหารจัดการ มอบสัมปทานเอกชน ดึงรายได้ ด้านธนาธร เสนอแนวทางปฏิรูป ทหารต้องออกจากการเมือง เว้นวรรค 7 ปีหลังเกษียณ ขอประชาชนสานต่อนโยบายก้าวไกล
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ต.ค. 2567 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดงานเสวนาตามหาขุมทรัพย์ของกองทัพไทย การบริหารธุรกิจเชิงพาณิชย์ของกองทัพ โดยมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ. , นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า , นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานีพรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ. , น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทราพรรคประชาชน ,นายพิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ร่วมเสวนา
นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อดีตสื่อมวลชน กล่าวภายใต้หัวข้อผูกขาดชั่วนิรันดร์ วิทยุโทรทัศน์ทหาร ระบุว่า ทหารถือใบอนุญาตทั้งวิทยุและโทรทัศน์ มากกว่า 200 ใบอนุญาต มากกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ถึง 2 เท่า เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์ ทบบ. 5 ครอบครองไปอนุญาต 1 ใบ และ 1 คลื่นวิทยุ ตั้งมาเพื่อความมั่นคง แต่ไม่ตอบโจทย์ ความมั่นคง เพราะมีเนื้อหาแค่ 8% เรตติ้งต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มีผู้ชมแค่ 8,000 คนมีกำไรเพียงปี 2560 แค่หลังจากนั้นขาดทุนมาโดยตลอด เป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้กองทัพบก มีภาระหนี้สิน ที่ทำการกู้โยงกันไปมาภายหน่วยงาน และกู้เงินจากธนาคารทหารไทยกว่า 1,615 ล้านเพื่อลงทุนโครงการดาวเทียม ซึ่งสถานีททบ.5 ต้องเป็นหนี้บริษัท RTA Entertainment ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น RTA Enterprise และล่าสุดบริษัทดังกล่าวจากการตรวจสอบปี 2566 มีหนี้ 1,005 ล้านบาท ทางสถานีททบ. 5 ยืนยัน ให้การสนับสนุนบริษัทนี้ต่อแม้ว่าจะขาดทุน เพิ่งพูดถึงหุ้น 49% ก็ยังคงเป็นกองทัพบก
โดยยัง ระบุอีกว่า กองทัพบกจะแจ้งต่อระบบภาษีของ RTA Enterprise ได้อย่างไร เมื่อพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ให้อำนาจหน่วยงานในสังกัดดำเนินการในเชิงพาณิชย์ และบรรดานายพลทั้งหลายที่เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัท RTA Enterprise อยู่ได้อย่างไร ในเมื่อคำสั่งการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินปี 2519 ห้ามข้าราชการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้จัดการบริษัท หรือกรรมการบริษัท หรือแม้แต่อ้างชื่อ
ขณะที่ผู้บริหารททบ. 5 มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการหลายครั้ง ว่าบริษัทดังกล่าวกับสถานีไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน แต่ ยอมรับว่าบริษัทมีสถานะเป็นลูกหนี้ แต่ปฏิเสธที่จะบังคับการชำระหนี้ ซึ่งอาจบอกได้ว่าหนี้นี้เป็นหนี้เสีย ที่อาจจะเป็นหนี้ศูนย์พร้อมมีข้อเสนอแนะว่าไม่ควร ดำเนินธุรกิจต่อไป
ขณะที่นายเชตวัน กล่าวภายใต้หัวข้อสนามกอล์ฟมีไว้ทำไมว่า สนามกอล์ฟของกองทัพมีทั้งสิ้น 57 แห่ง พื้นที่รวม 20,000ไร่ กองทัพเรือ 4 สนาม กองทัพอากาศ 13 สนาม และกองทัพบก 40 สนาม โดยมี 4 สนามที่กองทัพไม่สามารถชี้แจงได้ โดยเหตุผลของการมีสนามกอล์ฟนั้น กองทัพชี้แจงว่า เป็นสถานที่ออกกำลังกายของทหาร ใช้เป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง ใช้ในการควบคุมค่าใช้จ่ายของสนามกอล์ฟเอกชน และสนามกอล์ฟกองทัพมีไว้เพื่อการจัดการบริหารพื้นที่ ใช้คำว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม
ซึ่งในภายหลังกองทัพออกมาชี้แจงว่าเป็นสวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อย โดยเสนอให้เปลี่ยนสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์เป็นสวนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนกว่า 300,000 คนที่อยู่โดยรอบจะได้ใช้ประโยชน์ การมีรายได้กำไร 11 ล้านต่อปีกับที่ดิน 600 กว่าไร่ มูลค่าที่ดินหมื่นกว่าหมื่น ถือว่าไม่คุ้มทุน เสียโอกาสในการทำรายได้ให้กับประเทศ เช่นเดียวกับสนามกอล์ฟอื่นๆ ควรทำเป็นสวนสาธารณะหรือศูนย์กลางคมนาคม
ขณะที่น.ส.เบญจา กล่าวในหัวข้อ ขุมทรัพย์พลังงาน ว่า กองทัพไทยเป็นเจ้าของขุมทรัพย์ใต้ดินที่ผูกขาดมายาวนาน กว่าครึ่งศตวรรษ ท่ามกลางคนไทยที่ต้องใช้น้ำมันแพง โดยรายได้ไม่ต้องส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่น ใช้เหตุผลสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน บ่อน้ำมันฟางที่อยู่ในพื้นที่การดูแลของส่วนพัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือของกรมการพลังงานทหาร ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 6 จังหวัด เชียงราย พะเยา ลำปางเชียงใหม่ ลำพูน และแพร่ ซึ่งอยู่นอกกฎหมายปิโตรเลียมที่รัฐไม่ต้องสัมปทานให้ใคร ไม่ต้องรายงานการผลิต ซึ่งมีกำลังการผลิต 1% ของกำลังการผลิตทั่วประเทศ ซึ่งสวนทางกับข้ออ้างที่ว่าเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในห้วงวิกฤต แต่มีการตั้งคำถามว่ากองทัพต้องการครอบครองไว้เพื่อประโยชน์ของกองทัพหรือไม่ ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ขณะเดียวกันน.ส.เบญจา ระบุว่า ต้องจับตาว่าจะมีการอนุมัติงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อให้ดำเนินกิจการดังกล่าวหรือไม่เนื่องจากมองแล้ว ไม่คุ้มค่า ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมขนาด 10.4 เมกะวัตต์ ตนตั้งคำถามว่า รายได้มหาศาลในการลงทุนธุรกิจพลังงานครบวงจร เป็นเงินอุดหนุนที่เก็บไว้ใช้จ่ายในค่ายทหารไม่ต้องส่งคืนคลังเป็นรายได้แผ่นดิน นั้นไปไหนหมด รวมไปถึงโรงแรมหรู 5 ดาวของกองทัพ รีสอร์ทสิรินพลา ระยอง ที่ใช้เงินอุดหนุนของบ่อน้ำมันฝาง ประสบภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ในอนาคตจะเป็นภาระด้านงบประมาณที่รัฐและประชาชนจะต้องเข้าไปช่วยอุ้มธุรกิจต่อไปหรือไม่
น.ส.เบญจา กล่าวว่า ถึงเวลาและที่กองทัพจะต้องคืนสิทธิ์ในทรัพยากรคืนคุณสมบัติของชาติ ให้รับนำไปจัดสรรและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นธรรมกับประชาชนทั้งประเทศ คืนทรัพยากรใต้ดินให้กับรัฐ เพื่อมอบสิทธิ์ให้กับเอกชนเข้ามาสำรวจและผลิตนำทรัพยากรนี้มาใช้พัฒนาประเทศ และมั่นใจว่ารัฐจะได้เพิ่มขึ้น ส่วนโรงแรมริมหาด 5 ดาวควรเปิดให้เอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่เช่า บริหารแบ่งรายได้ส่งให้รัฐ เป็นสวัสดิการให้กับประชาชนและกำลังพลชั้นผู้น้อย เพื่อความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ถึงเวลาให้คืนนายทหารให้ประชาชน และคืนนายพลให้เขากลับไปทำงานในกองทัพ
ขณะที่นายพิจารณ์ กล่าวภายใต้หัวข้อ เจ้าที่ดิน ที่ดินของรัฐในมือกองทัพ ว่า ประเทศไทยมีเพียงจังหวัดเดียวที่ไม่มีที่ดินของทหาร คือ อ่างทอง โดยกองทัพบกมีที่ดินราชพัสดุมากที่สุด ขณะที่กรุงเทพฯมีพื้นที่ชุมชนแออัดกว่า 600 ไร่ เมื่อเทียบกับทหารที่มีที่ดินมากมาย จึงนำมาซึ่งการตั้งคำถามถึงการใช้ประโยชน์ในที่ดินของกองทัพ โดยตั้งคำถามถึงอาณาจักรที่ดินที่มากมายและไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ไม่สามารถตรวจสอบได้ คือไม่ได้ส่งงบการเงินตามที่กรรมาธิการร้องขอ รวมไปถึงสนามมวย ที่มีรายได้มากที่สุดแต่กลับไม่ส่งงบการเงินให้กรรมาธิการ
พร้อมกับระบุว่า ขอให้มองว่านโยบายปฏิรูปกองทัพ เป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าคิดว่าไกลเกินไป และไม่เกี่ยวข้องกับเรา เพราะหากงบไม่ได้เข้ากระเป๋ากองทัพก็จะประหยัดเงินที่จะต้องไปกู้จากธนาคารต่างประเทศเพื่อให้ใช้จ่ายในโครงการพัฒนาต่างๆได้
ส่วนนายจิรัฏฐ์ กล่าวในหัวข้อ ธุรกิจชิลๆ สากกะเบือยันเรือรบ ว่า กองทัพมีหลายกลุ่มธุรกิจ อย่างภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาที่สังกัดกองทัพบก มีค่ายทหารมากกว่าศาลากลางมีจำนวน 107 ค่าย มีสถานที่ท่องเที่ยวในค่ายกว่า 307 แห่งทั่วประเทศ ธุรกิจที่พักที่มาควบคู่กับการท่องเที่ยว ธุรกิจพรีเวดดิ้ง
โดยยังมีการตั้งข้อสังเกตว่ากองทัพมีงบประชุมสัมมนามากที่สุดแต่กลับไม่ไปพักยังสถานที่ของหน่วยงานตัวเอง การประกอบกิจการขนส่งมวลชน ธุรกิจเรือลอยอังคาร ธุรกิจเลี้ยงปศุสัตว์และทำการเกษตร โดยมีความพยายามชี้ให้เห็นว่าธุรกิจของกองทัพมีหลากหลายประเภท แต่กลับไม่ทราบผลกำไร
นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า การทำงานตลอด 9 เดือนที่ผ่านมาของกรรมาธิการการทหาร ค่อนข้างยากลำบาก กองทัพไม่ให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะการของบย้อนหลัง ปฏิเสธการถูกตรวจสอบ นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า คงไม่เกินจริงเกินไปที่กองทัพ มีอิสระในการสร้างรายได้หาผลประโยชน์เข้ากระเป๋า แย่งงาน แย่งอาชีพ ของประชาชน
และทหารเองมีต้นทุนทางที่ดินจำนวนมากเกินความจำเป็น และงบประมาณปีละ 2 แสนล้าน รวมไปถึงกำลังพลผลัดเปลี่ยนเข้ามา 100,000 คนทุกปี เราไม่ได้อยู่ในสภาวะสงคราม ปัญหาคือทรัพยากรที่กองทัพมีถือครองมากเกินไปเกินความจำเป็นจึงหารายได้เข้ากระเป๋าหากเป็นไปได้ข้อเสนอของตนอยากให้พิจารณาทบทวนทรัพยากรที่จะสั่งให้กองทัพใหม่
ด้านนายธนาธร กล่าวในหัวข้อ ข้อเสนอผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม ว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการถือว่าสมบูรณ์ที่สุดเวลาพูดถึงกองทัพพาณิชย์ การปฏิรูป พาณิชย์กองทัพเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งพรรคประชาชนยังไม่ได้ประกาศ แต่จะนำนโยบายของก้าวไกลมาพัฒนา ซึ่งการปฏิรูปกองทัพรัฐบาลต้องอยู่เหนือกองทัพและ กองทัพต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทหารต้องออกจากการเมือง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7 ปีหลังจากเกษียณราชการ
แก้ไขพ.ร.บ.สภากลาโหม ยกเลิกศาลทหารในสถานการณ์ปกติ ลดขนาดกองทัพลงร้อยละ 30 ลดจำนวนนายพลให้เหลือแค่ 400 นาย ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับเพิ่มสวัสดิการเพิ่มแรงจูงใจในการสมัครเข้ารับการเกณฑ์ทหาร /ยกเลิกกอ.รมน. นำงบประมาณและบุคลากรมา จัดสรรใหม่ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะผลักดันให้เป็นจริง
แต่สิ่งที่จับต้องได้คือ ร่างพ.ร.บ.ยกเลิกกอ.รมน. สถานะถูกนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ปัดตกไม่ได้เข้าสภา ด้วยให้เหตุผลว่าเป็นร่างที่อำนาจไม่เกี่ยวข้องกับนายกฯ /ส่วนร่างพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง การยกเลิกเงินนอกงบประมาณของกองทัพถูกตีตก เช่นเดียวกับร่างพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ที่จะปฏิรูปกองทัพ ธุรกิจกองทัพถูกตีอยู่ในกองทุนสวัสดิการ เงินนอกงบประมาณ และการลงทุนในบริษัท
นายธนาธร ยืนยันว่า การปฏิรูปกองทัพ ไม่ใช่การลดสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย เพราะงานการใช้งบประมาณจากธุรกิจกองทัพมีความไม่แน่นอน เหมือนการของบประมาณ