ภราดร เปิดใจ นั่งรองประธานสภา ยัน ทำหน้าที่เป็นกลาง ย้ำ ภูมิใจไทย ไม่ได้กลับลำ กม.ประชามติ แจงปม สว.สีน้ำเงิน โยนปชช.ตัดสิน นายกฯ จาก ภท.
วันที่ 21 ต.ค. 2567 ที่สำนักงานใหญ่สำนักพิมพ์มติชน นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือมติชน เกี่ยวกับเส้นทางการเมือง และการทำหน้าที่รองประธานสภาฯ
ตัดสินใจเอง-ลงสู่สนามการเมือง
พ่อของผม คือ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นสส.ครั้งแรกเมื่อปี 2529 ขณะนั้นผมอายุ 7 ปี มีโอกาสติดตามพ่อไปตามสถานที่ต่างๆ เวลาไปลงพื้นที่ทำกิจกรรมทางการเมือง จึงเกิดการซึมซับเรียนรู้จนเกิดความเคยชิน เพราะเราได้เจอสถานการณ์ทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ ปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจก็ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น
ปี 2548 ผมเรียนจบ ได้กลับมาทำงานกระทรวงการคลังอยู่ช่วงหนึ่ง และเมื่อมีการยุบสภา เห็นว่าผมก็อายุพอสมควรแล้ว คือ 26-27 ปี จึงเกิดความสนใจทำงานการเมือง แต่ปรากฏว่ามีรัฐประหารปี 2549 ทำให้ไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง กระทั่งการเลือกตั้งปี 2550 ก็ลงสนามเลือกตั้ง
จริงๆ ที่บ้านไม่มีห้ามหรือไม่มียุ แต่ให้ตัดสินใจด้วยตนเอง อาจจะมีปรึกษาพ่อบ้างว่า ถ้าจะลงสู่สนามการเมืองเป็นนักการเมือง พ่อมีความเห็นอย่างไรบ้าง ซึ่งพ่อไม่ได้ปฏิเสธหรือยุยง แต่ให้เราตัดสินใจเอง ตั้งแต่เด็กเราเห็นจากพ่อว่า เส้นทางของนักการเมืองไม่ง่าย ความเป็นส่วนตัวไม่มี วันหยุดไม่มี ต้องทำงาน 7 วัน วันที่ไม่มีประชุมสภาฯ จะต้องอยู่พื้นที่ ต้องอยู่กับชาวบ้าน
การเป็นผู้แทนไม่ได้มีแต่เกียรติยศ แต่บ่าที่นอกจากประดับบั้งแล้ว หน้าที่หลัก คือ แบกรับภาระให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น หากรู้แล้วตัดสินใจอย่างไรครอบครัวจะไม่ห้าม ผมจึงตัดสินใจลองทำในสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตว่า พอถึงเวลาที่ผมได้ลงสู่สนามเลือกตั้ง ได้เป็นนักการเมือง รสชาติชีวิตจะเป็นอย่างไร
พ่อเป็นนักการเมืองได้เปรียบกว่าคนอื่น
การที่พ่อเป็นนักการเมือง ส่วนตัวคิดว่ามีโอกาสมากกว่าคนอื่นสำหรับการเริ่มต้น เพราะคนอื่นอาจจะเริ่มต้นนับที่ศูนย์ แต่ผมอาจจะเริ่มนับจากหนึ่งหรือสองแล้ว เพราะผู้คนในจังหวัดที่เป็นโหวตเตอร์เรา รู้จักอยู่แล้วว่าพ่อแม่คือใคร คิดว่าส่วนนี้เป็นข้อได้เปรียบ
แต่ก็เป็นความได้เปรียบเพียงแค่ครั้งแรกเท่านั้น ครั้งแรกคนอาจเลือกเพราะนามสกุล อาจเลือกเพราะประวัติศาสตร์ของพ่อ แต่เมื่อมาเป็นผู้แทนครั้งที่หนึ่งแล้ว เราได้รู้จักกับชาวบ้าน ขณะที่ชาวบ้านก็รู้จักแล้วว่า คนที่เขาเลือกเป็นอย่างไร ดังนั้น เขาไม่ได้ตัดสินใจเลือกจากคนรุ่นก่อนแล้ว แต่ตัดสินใจเพราะตัวเราทำหน้าที่ให้เขาดีมากหรือน้อยแค่ไหน เขาพอใจเรามากน้อยแค่ไหนที่จะเลือกครั้งถัดไป
ย้ายพรรค-ตัดสินใจยากที่สุดในชีวิต
การตัดสินใจย้ายพรรคเป็นการตัดสินใจยากที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง เพราะนอกจากจะตัดสินใจด้วยพื้นฐานความรู้สึกตัวเองแล้ว ยังต้องตัดสินใจบนพื้นฐานความรู้สึกของพ่อด้วย ผมและน้องชาย คือ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง รู้ว่าพ่อผูกพันกับพรรคชาติไทยมายาวนานมาก มันจึงเป็นความรู้สึกลำบากใจของคนเป็นพ่อ
แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมือง ที่ขณะนั้นคล้ายกับบีบบังคับไปในตัวว่า จำเป็นต้องขยับขยายออกมา เพราะบนสถานการณ์การเมืองหลังรัฐประหารมา 5 ปี ไม่มีการเลือกตั้งมายาวนาน พรรคชาติไทยเป็นอีกพรรคที่เป็นเป้าหมายของฝ่ายยึดอำนาจในขณะนั้น ซึ่งคนที่เป็นเป้าหมายอันดับต้น คือ นายสมศักดิ์
ดังนั้น สิ่งที่พ่อกังวล คือ จะทำให้พรรคมีอันเป็นไปอีกครั้งหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และเป็นผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมืองได้ แต่ด้วยสถานะของพ่อกับพรรคชาติไทยก็เหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พ่อจึงตัดสินใจรักษาพรรคและเดินออกมา
พวกผมเมื่อพ่อถอยหลังออกมา และจะได้ไม่ลำบากใจกัน เพราะถ้าพวกผมอยู่ตรงนั้นแน่นอนว่าพ่อก็ต้องเข้าไปอยู่แล้ว ก็จะเป็นเป้าหมายต่อผู้มีอำนาจในขณะนั้น เราจึงตัดสินใจเดินออกมาเช่นกัน
หลังรัฐประหาร-นักการเมืองต้องปรับตัวให้ทัน
หลังจากรัฐประหาร การเลือกตั้งครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากไม่มีการเลือกตั้งนานถึง 7 ปี ดังนั้น โหวตเตอร์เปลี่ยนไปเยอะมาก ปี 2562 วิธีการเลือกผู้แทนเปลี่ยนแปลงจากปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2566 การตัดสินใจของโหวตเตอร์ยิ่งเปลี่ยนจากปี 2554 อย่างมหาศาล นักการเมืองจึงต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันด้วยว่า ขณะนี้ประชาชนต้องการอะไร อยากเห็นนักการเมืองแบบไหน ซึ่งนักการเมืองก็ต้องปรับตัว เพราะวิธีการเลือกของโหวตเตอร์เปลี่ยนไป
เปลี่ยนบทบาทจากสส. เป็นรองประธานสภาฯ
การเปลี่ยนแปลงบทบาทจาก สส. มาเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น คิดว่าเปลี่ยนอย่างเดียว คือ จากนั่งข้างล่างขึ้นมานั่งข้างบน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ความเป็นสส. เป็นตัวแทนประชาชน การทำงานในพื้นที่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนในอนาคตไม่รู้ว่าด้วยบทบาทหน้าที่จะพาเราไปทางไหน
ขณะที่วิถีชีวิตในสภาฯ อาจเปลี่ยนไปบ้างจากเดิมที่อยู่ข้างล่างเป็นตัวแทนพรรคการเมือง เคยเป็นรองหัวหน้าพรรคมีส่วนกำหนดทิศทางของพรรค แต่วันนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะกรรมการบริหารพรรคได้ ดังนั้น สิ่งที่เราคิด จะคิดในนามพรรคไม่ได้ เรามาทำหน้าที่บนบัลลังก์ต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แต่วิถีชีวิตไม่ได้เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ยังกินข้าวกับเพื่อนสส.ในห้องอาหารเหมือนเดิม
ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง
คนที่ทำหน้าที่เป็นประธาน ต้องควบคุมการประชุมให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ที่ผ่านมาตนพยายามทำหน้าที่ให้เป็นกลางสำหรับทุกคน เพื่อให้การดำเนินการของที่ประชุมสภาฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่อยากให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะจะเสียเวลาของสภาฯ และเสียเวลาประชาชน
ผมทำหน้าที่ด้วยการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หลักใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้สภาฯ เดินหน้าไปได้ด้วยความเรียบร้อย สิ่งสำคัญที่สุดของการทำหน้าที่บนบัลลังก์จึงต้องยึดข้อบังคับการประชุมและรัฐธรรมนูญ เพื่อที่ทุกอย่างจะได้เป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น
สส.-สว.ต้องไม่หาผลประโยชน์
การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้สภาฯ ซึ่งเป็นองค์กรด้านนิติบัญญัตินั้น ทุกองค์กรมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ในองค์กรใหญ่ๆ อย่างรัฐสภาก็อดไม่ได้ที่จะมีคนเข้ามา เพื่อหวังผลประโยชน์หรือเข้ามากอบโกยจากรัฐสภา
สิ่งสำคัญที่สุด คือ สมาชิกรัฐสภา ทั้งสส. สว. ต้องไม่ไปร่วมกระบวนการที่ไม่ดี หรือหากมีใครไปร่วมกระบวนการ พวกเราต้องไม่ปกป้องกันเอง เราต้องยึดถือความถูกต้อง และผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก หากทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
กฎหมายทุกฉบับสำคัญเท่ากัน
การบรรจุระเบียบวาระการประชุมไม่มีลำดับความสำคัญ ทุกกฎหมายที่เสนอเข้ามามีความสำคัญเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ประธานสภาฯ มีหน้าที่พิจารณากฎหมายของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอมา หรือกฎหมายที่มาจากประชาชน หรือกฎหมายที่มาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนตามข้อบังคับที่ตีกรอบไว้
ทำให้สภาฯ ใกล้ชิดประชาชน
สำหรับการวางเคพีไอในการทำหน้าที่รองประธานสภาฯ โดยจะทำงานในส่วนที่ได้รับมอบหมายให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น สำนักประชาสัมพันธ์ที่จะพยายามทำให้สภาฯ เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น มีโอกาสเข้าถึงสภาฯ มากขึ้น มีหลายโครงการที่ได้หารือกับข้าราชการไว้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับสภาฯ มากขึ้น
ภท.ไม่ได้กลับลำ กม.ประชามติ
เรื่องกฎหมายประชามติ ผมเป็นคนเสนอร่างและอภิปรายเปิด ซึ่งร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอเขียนไว้ว่า จะต้องมีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และจะต้องมีผู้ที่เห็นด้วยเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ จุดยืนของพรรคตอนนั้น คือ การแก้รัฐธรรมนูญ
โดยผมแยกเป็น 2 อัน คือ แก้รัฐธรรมนูญอันหนึ่งกับประชามติเรื่องใดๆ ก็ตามอีกอันหนึ่ง ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญต้องเข้ากติกานี้ แต่ถ้าไม่เป็นรัฐธรรมนูญก็ไม่จำเป็นต้องกะเกณฑ์จำนวนผู้มาใช้สิทธิ แต่ขอให้เป็นเสียงข้างมากก็พอ
แต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายพิเศษ จึงต้องมีการกำหนดจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ผมอภิปรายในสภาฯ แม้ว่าร่างของผมจะบอกว่า กึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ แต่ผมเข้าใจว่า ถ้าเยอะมากอาจมีปัญหาได้ จึงให้กรรมาธิการ (กมธ.) ไปตกลงกันว่า ให้ลดเปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิไม่จำเป็นต้องเป็นกึ่งหนึ่งก็ได้
ดังนั้น จึงเป็นจุดยืนว่า ในเมื่อเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไปถามคนที่จำนวนมากพอ ไม่ใช่แค่เอาคนมาใช้สิทธิ 5 ล้านคน แล้วบอกว่าเห็นควรต้องแก้รัฐธรรมนูญ หากเป็นแบบนี้ความเชื่อถือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่เกิดขึ้น และจะนำไปสู่ปัญหาได้ จึงกำหนดว่าควรต้องมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิจำนวนที่มากพอให้พูดได้ว่า นี่คือตัวแทนประชาชนที่เห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญ
นี่คือหลักใหญ่ที่พรรคภูมิใจไทยยืนมาในวาระที่ 1 ส่วนในชั้นกมธ. ผมได้อภิปรายในวาระ 2 ว่า ผมไม่เห็นด้วยที่กมธ.เสนอ และได้ถามว่าเขามีความเห็นแบบไหน จนท้ายที่สุดในวาระ 2 พรรคก็โหวตผ่านให้ เพราะเราได้ถามและแสดงจุดยืนแล้ว แต่เมื่อเสียงข้างมากเป็นแบบนั้นจะไปโหวตไม่ผ่านก็คงไม่ได้ จึงโหวตผ่านเพื่อให้เดินหน้าได้ แต่เกิดความสงสัยในท่าทีของพรรคภูมิใจไทยหลังจากสว.ตีกลับมา
ท่าทีของพรรคไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่การโหวตตอนนั้นรู้ว่าแพ้จึงเอาตามมติวิป ซึ่งเราได้สู้มาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยจึงต้องเป็นไปตามนั้น หลังจากนี้ก็เดินตามกระบวนการที่มีการตั้งคณะกมธ.ร่วม เพราะมติของสภาฯ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภา จึงดูว่ากมธ.จะมีความเห็นอย่างไร และเชื่อว่าหากทำจริงๆ ก็น่าจะเสร็จในรัฐบาลนี้ได้
ไม่เห็นด้วยแก้รธน.ปมจริยธรรม
พรรคภูมิใจไทยมีวาระเดียว คือ การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา พรรคที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 พรรคแรก คือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งทุกพรรคพุ่งเป้าไปที่การตั้งสสร. แต่ช่วงหลังเริ่มมีการแตกออกมาว่า อาจต้องแก้ไขรายประเด็น
ขณะนั้นผมยังไม่ได้เป็นรองประธานสภาฯ ก็ได้ไปคุยกับเพื่อนๆ พรรคอื่นว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องจริยธรรม เพราะเหมือนเป็นการแก้ไขเพื่อตัวเอง ส่วนที่มาของสสร.ขึ้นอยู่กับกมธ.ต้องคุยกัน
ส่วนตัวเห็นว่าควรมาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด และมาดูว่าครบทุกสาขาอาชีพหรือไม่ หากยังไม่มีสาขาอาชีพไหนก็ไปสรรหามา แต่จะสรรหาโดยใครก็เป็นเรื่องที่กมธ.ต้องคุยกัน และที่เห็นว่าไม่ควรเลือกตั้งทั้งหมด เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชนที่ต้องเอาคนมาร่วมคุยกัน
สว.สีน้ำเงิน-ต้องแยกส่วนกับพรรคการเมือง
เรื่องสว.สีน้ำเงิน ผมเห็นเขาก็เรียกตัวเองว่าสีน้ำเงิน ซึ่งอาจหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าต้องแยกส่วนกับพรรคการเมือง เพราะสว.ก็มาจากการสรรหาและการเลือกตั้งกันเอง เขาคงเลือกคนที่เห็นว่าเหมาะสม ส่วนเขาจะมีทิศทางทัศนะทางการเมืองแบบไหนก็เป็นเรื่องของสว. ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็มีทิศทางทางการเมืองของเขา ต้องแยกส่วนกัน
ผมประกาศชัดแต่แรกแล้วว่า จะไม่ทำหน้าที่รองประธานสภาฯ ของพรรคการเมืองหรือของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่จะทำหน้าที่ให้กับสมาชิกทุกคน ไม่เลือกปฏิบัติ ในส่วนพรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมไม่ได้อยู่ในสถานะเดิมที่เคยเป็นโฆษกพรรค รองหัวหน้าพรรค หรือกำหนดทิศทางพรรคได้
ดังนั้น การกำหนดทิศทางพรรคก็ให้เป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค ส่วนนายเนวิน ชิดชอบ กับพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากนายเนวินเป็นผู้ก่อตั้งพรรค ทุกคนในพรรคให้ความเคารพ และเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคที่สามารถแสดงความเห็นใดๆ ต่อพรรคได้ ส่วนพรรคจะเดินหน้าแบบไหนเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค
นายกฯ จากภท.-ขึ้นอยู่กับประชาชนตัดสิน
ในอนาคตจะมีโอกาสเห็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่า จากนี้ไปอีก 2 ปีกว่าๆ พรรคหรือตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะซื้อใจพี่น้องประชาชนด้วยการทำงานได้มากน้อยแค่ไหน
บทบาทหน้าที่ของพรรคในสภา บทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน จะเป็นบทพิสูจน์ที่พี่น้องประชาชนจะใช้ตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งครั้งถัดไป