สว.รวมพลัง ถล่ม ‘ยธ.-ดีเอสไอ’ ทำงานล่าช้า ขาดความรอบคอบ ‘ฉัตรวรรษ’บอกวันนี้ใส่เสื้อน้ำเงิน มาพร้อมรับแจ้งข้อกล่าวหา หากมีหลักฐาน ปูดทฤษฎี 0 มีค่ามากกว่า 1 ถามดีเอสไอรู้ขบวนการปิดห้อง 400 คน แจกโพยเลือก ได้ตัวเลข 21+24 หรือไม่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 มี.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณา ญัตติเรื่องขอเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย ของพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

ก่อนเข้าญัตติ นายบุญส่ง แจ้งว่า ขอให้สมาชิกระมัดระวังในการอภิปราย เพราะมีบางเรื่องอาจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ไม่ให้อภิปรายไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด หรืออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น เพราะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา จึงขอให้สมาชิกใช้ความระมัดระวัง

จากนั้นพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ เสนอญัตติ ว่า ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ และให้รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งคัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใดๆ

จากการพิจารณาถึงกระบวนการยุติธรรมและการใช้กฎหมายที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยยังขาดประสิทธิภาพ ล่าช้าในการดำเนินคดี มีการแทรกแซงและครอบงำจากฝ่ายการเมืองในการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการดำเนินคดีพิเศษของกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า การดำเนินคดีพิเศษที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ยังขาดประสิทธิภาพ ดำเนินการล่าช้า ไม่สามารถทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษได้อย่างแท้จริง รวมทั้งไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดและปกป้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนได้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมว่า กระบวนการยุติธรรมไม่อาจเป็นที่พึ่งได้ เช่น

การดำเนินคดีกับในทุนจีนสีเทาในข้อหายาเสพติด ฟอกเงินและการมีส่วนร่วมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมายาวนานและเป็นปัญหาสำคัญที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

การสืบสวนสอบสวนความผิดดังกล่าว ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญในการรวบรวมพยานหลักฐานโดยเจ้าหน้าที่มืออาชีพ เพื่อให้พยานหลักฐานครบถ้วน สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้กระบวนการที่ทำยังมีปัญหาในการบังคับกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น กรณีให้สิทธิ์แก่ผู้ต้องขัง ได้รักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน ที่ผ่านมามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใสไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยผู้ต้องขังบางคนได้รับสิทธิพิเศษในการเข้ารักษาพยาบาลพิเศษกว่าผู้ต้องขังคนอื่น

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ส่วนคดีอุยกูร์ ซึ่งเป็นความผิดลักษณะกระทำความผิดข้ามชาติ หรือการกระทำขององค์กรอาจชญากรรมที่สำคัญเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ มีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส ขาดความชอบธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จนถูกประณามจากองค์กรต่างๆระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดการก่อการร้ายตามมาได้

จึงเห็นว่าการดำเนินการของ รมว.ยุติธรรม ขาดความรอบคอบในการพิจารณาดำเนินการตามหลักสากล ขาดความรู้ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นำมาซึ่งความเสียหายกับประเทศได้ในอนาคต

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า กรณีการได้มาของ สว.ปี 67 รมว.ยุติธรรม อธิบดีดีเอสไอ ร่วมกันแถลงข่าวจงใจกลั่นแกล้งกล่าวหาว่าการได้มาของ สว.มีการฮั้ว เป็นอั้งยี่ และกระทำผิดฟอกเงิน และเป็นความผิดความมั่นคงของชาติ ทำให้ สว.ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียงว่าได้รับตำแหน่งมาโดยไม่ชอบ ทำโดยการสมยอม รวมหัวกันเพื่อให้ได้เป็น สว.โดยไม่สุจริตและโปร่งใส

ถือเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งฝ่ายกฎหมายวุฒิสภากำลังพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า ในการกล่าวหาให้ข่าวในลักษณะเหมาเข่ง ทั้งที่อธิบดีดีเอสไอมีอำนาจตามกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คดีพิเศษ สามารถดำเนินการได้หากพบว่ามีพยานหลักฐานมากเพียงพอที่จะสืบสวนสอบสวน แต่กลับกัน อธิบดีดีเอสไอพยายามทำให้เป็นคดีพิเศษ โดยเฉพาะการเสนอต่อคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (คกพ.)

แต่การประชุมที่ผ่านมาเกิดปัญหาโรคเลื่อน อ้างว่ายังไม่ได้นำเข้าการพิจารณาประชุมของอนุฯกลั่นกรอง จะเห็นได้ว่าการทำงานของอธิบดีดีเอสไอขาดความรอบคอบที่จะนำเสนอเรื่องเข้าบอร์ดพิจารณาให้ตนเองมีอำนาจหน้าที่ ทั้งที่รู้อยู่ว่ากรณีการได้มาของ สว.เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า รมว.ยุติธรรมและอธิบดีดีเอสไอยังแถลงข่าวรายวัน เพื่อขอความชอบธรรมจากสังคมที่จะสอบสวน จัดให้มีการรับเรื่องร้องเรียนเป็นรายวัน เพื่อให้เห็นว่ามีผู้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากเป็นวงกว้างทั่วประเทศ มุ่งหวังให้สังคมเห็นว่าการได้มาของ สว.ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

การกระทำดังกล่าวมีการล็อกเป้าหมายดำเนินคดี โดยอ้างว่ามีกลุ่ม สว. 138 + 2 ซึ่งตัวเลขนี้ก็ไม่ทราบว่าจะสามารถเปิดเผย หรือดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ได้หรือไม่ จึงสงสัยว่าการสืบสวนสอบสวนนี้สามารถล็อกเป้ากลุ่ม สว.โดยแยกประเภทสีได้อย่างไร โดยเฉพาะการมุ่งเน้นมาที่สีน้ำเงิน

“วันนี้ผมใส่เสื้อสีน้ำเงินมาเพื่อขออภิปราย พร้อมรับแจ้งข้อกล่าวหาจากอธิบดีดีเอสไอ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากท่านมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ท่านเคยได้ยินไหม 0 มีค่ามากกว่า 1 นักคณิตศาสตร์ระดับโลกยังคิดไม่ได้ แต่มีผู้นำทางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยสามารถคิดได้ ที่จะทำให้ 0 มีค่ามากกว่า 1 และได้จำนวน สว.เข้ามาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ”พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ตรงนี้มีเพื่อนสมาชิกที่ได้ไปพักโรงแรมใกล้กับอิมแพค เมืองทองธานี พบเห็นมีการปิดห้องประชุมลับ มีผู้เข้าประชุมประมาณ 400 คน มีการแจกจ่ายเอกสารหมายเลขที่จะให้เลือก ลักษณะเช่นนี้อธิบดีดีเอสไอรู้หรือไม่ ได้รับการร้องเรียนหรือไม่ ท่านพอจะมีข้อมูลทำการสืบสวนเพื่อเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่

“ผลสุดท้ายจากการดำเนินการก็ได้ตัวเลขออกมาที่น่าสนใจคือ 21 + 24 คล้ายครึ่งกับตัวเลข 138 + 2 ฉะนั้น ผมฝากปัญหาว่า 2 ตัวเลขชุดนี้ อธิบดีดีเอสไอสามารถสืบสวนสอบสวนตามที่ท่านกล่าวหาเป็นการอั้งยี่ ฟอกเงินหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวางต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน