ประเสริฐ เปิดผลงาน AOC 1441 ปราบบัญชีม้า 2 เดือน ม.ค.-ก.พ.68 ระงับไปแล้ว 90,000 บัญชี ลุยจับกุมเจ้าของบัญชีแล้วกว่า 500 ราย ย้ำเตือนประชาชน ผู้เกี่ยวข้องมีโทษหนัก จำคุก 3 ปี
วันที่ 5 มี.ค.2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผ่านมาตรการป้องกัน ตรวจสอบและปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ
กระทรวงดีอีโดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ได้ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าตั้งแต่พ.ย.2566 จนถึง 28 ก.พ.2568 จำนวนรวม 547,558 บัญชี
โดยในปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.– 28 ก.พ.2568 ระงับบัญชีม้าแล้วจำนวน 92,321 บัญชี ไม่รวมสถิติระงับหรืออายัติบัญชีม้าของ ปปง. และของธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการ
นอกจากนี้ยังขยายผลการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น โดยมีสถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าในเดือนธ.ค. 2567 มีผลการจับกุมจำนวน 328 ราย เดือนม.ค. 2568 มีผลการจับกุม 195 ราย รวม 2 เดือน เป็นจำนวน 587 ราย
ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย
“กระทรวงดีอี ห่วงใยประชาชน ขอแจ้งเตือนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษหนักจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้ หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” รองนายกฯ กล่าว