หมอเปรมจี้ “นฤมล” เร่งแก้ปัญหาประเทศคู่ค้ากีดกันน้ำเชื่อมของไทย หลังส่งผลผู้ส่งออกขาดทุนยับกว่า 2 พันล้าน จนยอมขายขาดทุนให้อินเดีย กระทบเป็นลูกโซ่ถึงชาวไร่อ้อย เสียหาย 2แสนราย
เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณา ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ
โดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายว่า สมาชิกรัฐสภาคงจะเล็งเห็นประโยชน์ของประเทศไทยและคงผ่านความตกลงนี้ไป หลังจากนี้จะตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านอาหารปลอดภัยอาเซียน ประกอบด้วย ผู้แทนและสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ความปลอดภัยของอาหาร มีหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล คือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) เป็นหน่วยงานหลัก แต่ในเรื่องของสุขภาพ สำนักงานอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุขดูแล ทั้ง 2 กระทรวงนี้ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้มาตรฐานสินค้าที่ปลอดภัยไปสู่ต่างประเทศ
แต่ปัญหาขณะนี้ที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมแล้ว จากกรณีที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้คือ น้ำตาลพรีมิกซ์ ที่เป็นน้ำเชื่อมของประเทศไทย ไม่สามารถส่งไปประเทศคู่ค้าได้ โดยสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทย ได้รายงานว่า สินค้าน้ำตาลซึ่งผลิตมาจากอ้อยจะมีรูปแบบการนำส่งสินค้า 2 แบบคือ น้ำตาลทราย และน้ำตาลพรีมิกซ์หรือน้ำเชื่อม
ที่ผ่านมามีการส่งสินค้าประเภทน้ำเชื่อมจากไทย ไปประเทศเป้าหมายตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.67 แต่ไม่สามารถนำเข้าประเทศคู่ค้าได้ สินค้าต้องลอยเรืออยู่กลางทะเล จนถึงวันที่ 15 ก.พ.68 น้ำเชื่อมดังกล่าวถูกตีกลับ ต้องนำไปขายที่อินเดียในราคาที่ถูกกว่าประเทศคู่ค้า 50 -70% ไม่ต้องถามว่า คุ้มทุนหรือไม่ ผู้ส่งออกขาดทุนกว่า 2 พันล้านบาท เพราะถูกหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารของประเทศคู่ค้ากีดกัน นี่คือความสูญเสียที่เกิดขึ้น
“ที่ผมพูดเพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกร น้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อม ผลิตจากอ้อย ราคาอ้อยเกี่ยวพันกับชาวไร่อ้อย เวลานี้ชาวไร่อ้อย เขาร้องอ๋อยกันแล้ว เพราะไม่มีความคุ้มทุน ขณะนี้ราคาอ้อยลดต่ำลงตันละ 300 บาท จาก 1,460 บาทต่อตัน วันนี้ เหลือ 1,160 บาทต่อตัน เกษตรกรเสียหายอย่างต่ำ 200,000 รายทั่วประเทศ ปัญหานี้จะทำอย่างไร สินค้าจากน้ำเชื่อมของไทยส่งออกไปแล้วแต่ลอยคออยู่กลางทะเล เหตุเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี67 ต่อเนื่องถึงต้นปี 68 ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้”นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ผู้เดือดร้อนไปร้องทุกข์ทุกหน่วยงาน ไปร้องที่ มกอช. ว่าทำไมถึงส่งออกไม่ได้ ไปร้องที่กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ก็โยนกันไปมา จนสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทย ไม่รู้จะไปพึ่งใคร ต้องไปร้องที่ทำเนียบรัฐบาล ก็มีบุคลากรของทำเนียบฯ มารับเรื่องราวร้องทุกข์ มีการลงรับเลขที่หนังสือแล้ว แต่วันนี้หนังสือไปอยู่ที่ไหน ปล่อยให้เกษตรกรและสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทยขาดทุนยับเยิน
อยากถามว่า วันนี้เมื่อรัฐสภาเห็นชอบเรื่องนี้แล้ว จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ อกหักครั้งแรกไม่เท่าไหร่ อย่าให้อกหักซ้ำสองมันจะหนักกว่าเดิม จะกระทบต่อผู้ผลิตและเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ตนขอฝากปัญหานี้ให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จี้ถาม มกอช.ว่า เรื่องนี้มีสายสนกลในอย่างไร ทำไมแก้ปัญหาไม่ได้ จนต้องไปขายน้ำเชื่อมให้อินเดีย ถูกกว่าเดิม 50-70%
ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับมาตรฐานอาหารใหม่ ไม่ใช่ให้ผู้บริโภคเสี่ยงดวงเอาเอง ต้องให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในสินค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฟาร์ม หรือจากไร่จากสวน จะได้ปลอดภัย มีมาตรฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของอนาคตของคนไทยทั้งประเทศ