พรรคประชาชน ตั้ง 6 ทีม ติดตาม-ตรวจสอบเหตุแผ่นดินไหว สร้างความเชื่อมั่นผู้ประสบภัย ‘เท้ง’ มองรัฐบาลเปิดให้ตรวจสอบเหตุอาคาร สตง.ถล่ม เป็นก้าวแรกที่ดี ควรต้องตอบสนองเร็ว-โปร่งใส วางตัว ‘สุรเชษฐ์’ สอบละเอียด ตั้งแต่ TOR ถึงการก่อสร้าง ขณะ ‘สิทธิพล’ ลุยสางทุนจีนเอาเปรียบผู้ประกอบการ
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ร่วมกันแถลงข่าวข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในกรณีเหตุแผ่นดินไหว
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวในครั้งนี้ รวมถึงส่งกำลังใจไปยังเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้างาน และครอบครัวญาติพี่น้องทุกคนที่ติดตามฟังข่าวอย่างใกล้ชิดในเรื่องการกู้ชีพและค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มที่เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ภารกิจหนึ่งเดียวของพรรคประชาชนในช่วงเกิดเหตุ เป็นไปเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย ให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ทั้งการลงพื้นที่ร่วมกับสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ตรวจอาคารเบื้องต้น เพื่อช่วยเติมเต็มพื้นที่ในปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ให้ประชาชนอย่างน้อยมีความเชื่อมั่นว่าอาคารมีความปลอดภัยเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือต้องทำงานอย่างเป็นระบบ โดย นายวิโรจน์ ได้รับมอบหมายจากตนในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เตรียมคณะทำงาน ทั้งการเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น เตรียมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และมาตรการระยะยาว เราตั้งใจทำงานเพื่อสนับสนุนทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนโดยเร็วที่สุด
จากนั้น นายวิโรจน์ ได้แถลงรายละเอียดของคณะทำงานภารกิจย่อยทุกชุด แบ่งเป็น
1.ภารกิจตรวจสอบอาคาร มอบหมาย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค ติดตามความคืบหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ อาคารที่อยู่อาศัยรวม โรงแรม โรงงาน สถานบริการ ป้าย บิลบอร์ดต่างๆ จำเป็นต้องให้วิศวกรเจ้าของโครงการ ตรวจรับอย่างเป็นทางการอีกครั้ง การตรวจอาคารเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งรัดและจัดลำดับความสำคัญอย่างถูกต้อง และได้แบ่งหัวหน้าคณะทำงานภารกิจย่อย 6 ภารกิจ แบ่งเป็น
2.ภารกิจช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้เข้าถึงการเยียวยาจากภาครัฐ ตามมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ตลอดจนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในกรณีเหตุแผ่นดินไหว พรรคได้มอบให้ นายศุภณัฐ มีนชัยอนันต์ สส.กทม. รับผิดชอบ
หลังจากเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย และหลังภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยอาคาร สตง. ถล่มผ่านพ้นไปแล้ว นายศุภณัฐ จะประสานกับกับ กทม. ถึงหลักเกณฑ์แบบฟอร์มเข้ารับการเยียวยา ให้ผู้รับผลกระทบที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วที่สุด และยังต้องเร่งประสานกับ คปภ. ให้ประชาชนได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันภัยอย่างเป็นธรรม
3.กรณีพบว่าไซต์ก่อสร้างอาคาร สตง. มีการจ้างงานในรูปแบบเหมาช่วงเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการสำรวจโดยละเอียดว่า มีคนงานในพื้นที่จริงกี่คน สูญหายกี่คน ซึ่งพรรคพบเพิ่มเติมว่า มีลูกจ้างจำนวนไม่น้อยที่นายจ้างไม่ได้ลงทะเบียนในระบบประกันสังคม ต้องดูว่ารัฐบาลจะเยียวยาได้หรือไม่ ซึ่งมอบให้ นายเซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ ดูแลในภารกิจนี้
4.ภารกิจการตรวจสอบอาคาร สตง. ถล่ม พรรคมอบหมายให้ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบประเด็นข้อสงสัยต่างๆ อย่างละเอียด ตั้งแต่ TOR การประมูลจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารสัญญา การออกแบบอาคาร การควบคุมการก่อสร้าง และการใช้วัสดุต่างๆ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรัดกุมรอบคอบ ต้องไม่ด่วนสรุปหรือทิ้งประเด็นใด เนื่องจากอาจทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ในการเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยได้
5.การตรวจสอบทุนต่างชาติเข้ามากินรวบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าวไทย พรรคได้มอบหมายให้ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานกมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ ติดตามตรวจสอบว่ามีการใช้นอมินีคนไทยมาถือหุ้นแทนบริษัทจีนหรือบริษัทต่างชาติใดหรือไม่ และเข้ามาทำธุรกิจที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการชาวไทยหรือไม่
6.กรณี Cell Broadcast พรรคมอบหมาย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ ติดตามให้มั่นใจว่าภายในเดือนก.ค.นี้ จะมีระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งเตือนสาธารณภัยได้อย่างทันท่วงที แต่ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะใช้ระบบหรือช่องทางใดในการเตือนภัยพิบัติไปพลางก่อน
ภารกิจสุดท้าย ซึ่งสำคัญที่สุด แผนการรับมือกับภัยพิบัติระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องบูรณาการทั้งระบบราชการและระบบงบประมาณ ให้ประชาชนมั่นใจต่อการรับมือภัยพิบัติ
นายณัฐพงษ์ กล่าวสรุปว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ ต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และชัดเจนมากเพียงพอ การตั้งระบบบริหารจัดการภัยพิบัติรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง เพื่อให้รัฐบาลเห็นในภาพรวม ขอชื่นชมการทำงานหลายภาคส่วนทั้งรัฐบาลและกทม. ในการบริหารจัดการสถานการณ์ เช่น ระบบ Traffy Fondue ที่มองว่ามีความพร้อม และรัฐบาลนำมาปรับใช้ได้ในทุกจังหวัด เพราะในบางจังหวัดมีหลายช่องทางร้องเรียน อาจทำให้ประชาชนสับสน จึงคิดว่า Traffy Fondue เป็นตัวอย่างที่ดีของ กทม. ที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่นๆ ได้ทันที
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงข้อเสนอในระยะยาว เหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้น ต้องยอมรับว่ายังมีอาคารอีกหลายแห่งที่สร้างก่อนกฎกระทรวง พ.ศ. 2550 ว่าด้วยการก่อสร้างอาคารเพื่อรองรับผลสะเทือนจากแผ่นดินไหว อย่างน้อยการวางแผนในระยะยาวหากมีแผ่นดินไหวครั้งต่อไป รัฐบาลจะมีตัวเลขที่ชัดเจนแถลงให้ประชาชนรับทราบว่าอาคารใดบ้างจำเป็นต้องเสริมความแข็งแรงตามหลักวิศวกรรมให้พร้อมรองรับเหตุแผ่นดินไหวที่อาจจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ เรื่องระบบ Cell Broadcast นายกฯ ให้ความชัดเจนแล้วว่าจะพร้อมใช้ในช่วงเดือนก.ค. ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนในการติดตั้งระบบ และเราจะทำหน้าที่ในฐานะพรรคการเมืองและ สส. ช่วยติดตามต่อไป ช่วงเวลา 3-4 นาทีก็มีความหมาย ในการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ
เมื่อถามว่ามีกรอบเวลาในการทำงานหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตราบใดที่ยังมีความเดือดร้อนอยู่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ คณะทำงานชุดนี้ก็จะทำงานต่อเนื่อง ควบคู่กับการตรวจสอบ ส่วนรูปแบบที่จะเสนอไปยังรัฐบาล คิดว่าคงใช้หลายกลไกเช่นกลไกในกมธ. สามารถทำรายงานส่งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตไปยังรัฐบาลได้ รวมถึงการแถลงข่าวซึ่งจะใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่
เมื่อถามว่าขณะนี้ประชาชนยังวิตกกังวลอยู่ รัฐบาลควรรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่น ทันทีที่เกิดเหตุภัยพิบัติ อย่างน้อยการออกมาสื่อสารให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชน ว่ารัฐบาลดูแลอยู่และมีช่องทางใดให้ประชาชนติดต่อขอความช่วยเหลือ ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
นอกจากระบบการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์การจัดการที่มีประสิทธิภาพ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือเรื่องความโปร่งใส ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าขณะนี้ มีข้อสงสัยจากหลายภาคส่วนในสังคม ต่อเหตุการณ์ที่ตึกสตง. ถล่ม ตนคิดว่าในส่วนที่มีการเปิดให้เข้าตรวจสอบต่างๆ ถือเป็นก้าวแรกที่ดี แต่ขั้นตอนต่อจากนี้จนถึงได้ข้อสรุป ว่าเหตุที่ตึกถล่มเกิดจา แบบที่ไม่รองรับไม่ดี หรือเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานกระบวนการทั้งหมด ต้องโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้
ส่วนจำเป็นหรือไม่ที่ดีเอสไอต้องรับเป็นคดีพิเศษนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะจากการตรวจสอบของคุณภาพเหล็ก พบว่ามีบางส่วนที่อาจไม่ได้มาตรฐาน แต่ส่วนใหญ่อาจผ่านเกณฑ์อยู่ ฉะนั้น ตอนนี้อาจเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดจากแบบการก่อสร้าง หรือเกิดจากที่วัสดุไม่ดีหรือการควบคุมการก่อสร้างไม่ดี จึงคิดว่าควรรอให้ทราบสาเหตุที่แน่ชัดก่อน ถึงจะตอบได้ว่าควรดำเนินการต่อไปอย่างไร
เมื่อถามว่าขณะนี้มีการล็อบบี้ว่าให้ตรวจสอบตึก สตง.อย่างโปร่งใส มองอย่างไรนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในช่วงเหตุวิกฤตคือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน นอกจากการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ก็คือเรื่องความโปร่งใสด้วย
ถ้ากระบวนการตรวจสอบ หากรัฐบาลดำเนินการโปร่งใสไม่มากเพียงพอ อาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นได้ ฉะนั้น หลังจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้ประชาชนทุกคนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐมากขึ้น และคลายข้อกังวลใจต่อเหตุภัยพิบัติมากขึ้น