นักวิชาการ คาดไทยถูกเก็บภาษีสหรัฐ 20% เกินกว่านี้เสี่ยงหนัก ย้ำธุรกิจไทยควรรักษากำไรขั้นต่ำ 25% แนะปรับใช้จุดแข็งบริการ-นวัตกรรม

วันที่ 31 ก.ค.2568 นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในงานสัมมนาหัวข้อ “พลิกวิกฤตสงครามการค้า สู่โอกาสใหม่ SMEs ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า จากนี้ต่อไปการพัฒนาศักยภาพธุรกิจทั้งในและต่างประเทศจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงและไม่เหมือนเดิม

ตนมองว่าประเทศที่จะได้เปรียบและยังปรับตัวได้จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา จะต้องได้เฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ถ้าประเทศไหนได้มากกว่านี้ อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้น ทั้งนี้ ตนคาดว่าภาษีที่ไทยจะได้รับ จะอยู่ที่ 20%

นายสมภพ กล่าวว่า จากนี้ ไทยและประเทศกำลังพัฒนาจะต้องประเมินใหม่ว่าการแข่งขันในตลาดโลกจะเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างไร และต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยเฉพาะหากอัตราภาษีขึ้นไปถึง 15-20% ถือว่าเป็นระดับที่ผู้ประกอบการยังพอรับได้ แต่หากสูงเกินกว่านั้น จะต้องพิจารณาโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์ใหม่อย่างเร่งด่วน

นายสมภพ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไทยจะต้องคำนึงถึง คือ ภาคธุรกิจไทยต้องคิดว่าจะรักษากำไรขั้นต้น (Profit Margin) อย่างไรให้ได้ขั้นต่ำ 25% เพราะ หลังจากที่นโยบายภาษีสหรัฐฯประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการไทยที่จะประสบปัญหาและแบกภาระที่สุดคือ ผู้ส่งออก และ ชาติไหนที่ได้อัตราภาษีใกล้เคียงกันก็จะมีการแข่งขันในด้านภาคส่งออกไปสหรัฐฯอย่างดุเดือด

ดังนั้น การรักษากำไรขั้นต้น ให้ได้ขั้นต่ำ 25% ในภาคธุรกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากไทยไม่สามารถรักษากำไรขั้นต้น ได้น้อยกว่า 25% อาจจะประสบความยากลำบากในการประคองธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางตลาดที่แข่งขันสูงเช่นนี้

นายสมภพ กล่าวว่า หลังจากนี้ สำหรับประเทศไทย ตนมองว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจจาก โรงงาน ไปสู่การเป็นศูนย์กลางตลาดสินค้าและบริการของโลก โดยเฉพาะใน 2 ด้านหลัก ได้แก่

1. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยบริการ เช่น การท่องเที่ยว, สุขภาพ (Wellness), บริการอาหาร (Food Service), และธุรกิจบันเทิง (Entertainment)

2.การยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล, ระบบอัตโนมัติ, และชุมชนดิจิทัล (Digital Community)

นายสมภพ กล่าวว่า ดังนั้น ประเทศไทย ต้องยกระดับตัวเองจากเศรษฐกิจการผลิตไปสู่เศรษฐกิจบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น และ มองหามุมใหม่ที่จะพัฒนาให้ไทยยืนอยู่ได้ในโลก โดยเฉพาะการเน้นในจุดแข็งที่เรามี เช่น บริการ การท่องเที่ยว และอาหาร ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มากที่สุด

นายสมภพ กล่าวว่า ภาษีสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนโยบายการค้า แต่เป็นการกระตุ้นทุกประเทศให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะนโยบายภาษีสหรัฐฯจะส่งผลถึงทุกประเทศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และหากประเทศไหนที่ยังไม่พร้อมปรับตัว ก็อาจหลุดจากระบบเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน