รมช.กลาโหม จี้ กัมพูชา ให้เกียรติทหารตัวเอง เก็บศพบริเวณชายแดน หวั่นเกิดโรคระบาดต่อประชาชน เชื่อหากกัมพูชาเคารพข้อตลงจีบีซี บรรยากาศจะดีขึ้น ยํ้าฝ่ายไทยดูแลเชลยศึกอย่างดี
เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 4 ส.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ที่ประเทศมาเลเซีย ว่า เราเตรียมการประชุมตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และส่งรายละเอียดให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เห็นชอบ จึงงดประชุม ศบ.ทก.ในวันเสาร์ที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมประชุมจีบีซี
การประชุมคงใช้เวลา 3 วัน แต่ในวันที่ 6 ส.ค. ตนสั่งกองเลขาฯ ให้ประชุมแค่ครึ่งวัน เพื่อนำประเด็นกลับมาเข้าที่ประชุม สมช.อีกครั้งเพื่อผ่านความเห็นชอบ ส่วนในวันที่ 7 ส.ค. ตนจะเดินทางไปสรุปและลงนาม เพื่อความรอบคอบ
พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค.มีการประชุมกลาโหม 3 ฝ่าย ตนได้ชี้แจงเรื่องเชลยศึก หลังฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยปล่อยตัว ซึ่งตนชี้แจงไปแล้วว่าเราควบคุมอย่างดี ตามอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 และได้ให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศเข้าไปดูแล้ว ซึ่งเขาก็พอใจ เพราะเราดูแลตามอนุสัญญาเรียบร้อย
หลักการของเราคือ ปฏิบัติการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อจบเหตุการณ์แล้วจะเห็นว่าเราโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ว่าใครจะมาตรวจสอบก็จะมีแต่ความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ตนเป็นห่วงว่ามีประชาชนบางส่วนไม่สบายใจว่าเราเป็นสุภาพบุรุษเกินไป แต่สิ่งนี้จะทำให้เราอยู่ได้ ไม่ถูกตำหนิจากนานาประเทศ
พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ที่ประชุมกลาโหม 3 ฝ่าย ยังเห็นด้วยว่าจากการปฏิบัติการที่ผ่านมาปรากฏว่ามีทหารกัมพูชาเสียชีวิตหน้าแนวฝ่ายไทยในพื้นที่เขตกัมพูชาจำนวนมาก แต่ในเขตประเทศไทย เราได้รวบรวมและส่งกลับอย่างสมเกียรติ ยืนยันว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศทุกอย่าง
แต่ที่เสียใจแทนทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตคือ ทางรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธว่าไม่ใช่ทหารของเขา ซึ่งความจริงจะใช่หรือไม่นั้น ก็เป็นคนกัมพูชาที่มาเสียชีวิตในฝั่งเรา ตนได้ยํ้ากับรัฐมนตรีกลาโหมของกัมพูชาว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิตจำนวนมาก ยังไม่ได้เก็บกลับไป จึงแจ้งว่าให้เก็บศพกลับไปให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ และให้สมเกียรติสมศักดิ์ศรีความเป็นทหาร ตนเป็นทหารกองทัพไทย แม้จะเป็นคู่กรณีกับกัมพูชาก็ตาม แต่เมื่อทหารเสียชีวิต เราก็ต้องให้เกียรติและดำเนินการอย่างสมศักดิ์ศรี
พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า เมื่อเราเห็นศพทหารกัมพูชาที่อยู่ข้างหน้าทุกวัน จึงย้ำกับรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาไปอีกครั้งว่า อยากให้เร่งมาเก็บ เพราะ 1.หากปล่อยไว้นานอาจเกิดโรคระบาดได้ และอาจทำให้ประชาชนกัมพูชาที่อยู่ในบริเวณนั้น ได้รับเชื้อโรค
2.ทหารด้วยกันจะเคารพศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน ฉะนั้นหากเสียชีวิตเราจะไม่หมิ่นศักดิ์ศรี อะไรที่จะทำให้เขาได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ เราก็สนับสนุน จึงอยากให้สื่อช่วยทำความเข้าใจและสื่อถึงรัฐบาลกัมพูชา ว่าอยากให้ดูแลทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกัมพูชายอมรับแล้ว แต่ก็ยังปฏิเสธว่ายังไม่ใช่ ซึ่งน่าเสียใจ ถ้าวิญญาณเขารับรู้ได้ ก็คงเสียใจ
ผู้สื่อข่าวถามถึงสภาพของ 18 เชลยศึกขณะนี้ ที่ฮุนเซน โพสต์เรียกร้องให้ไทยส่งตัวกลับ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราดูแลอย่างดี เพราะต้องสอบสวน แต่หากมีความไว้ใจกันร้อยเปอร์เซ็นต์คงส่งกลับได้เร็ว แต่ขณะนี้มีความไม่ไว้ใจ มีการบิดเบือนทุกวัน ฉะนั้น ต้องมีการสอบสวนเพื่อบันทึกข้อมูลหลักฐานให้ครบถ้วน รอบด้าน
ต้องมาคิดว่าหากส่งกลับไปแล้วเขาจะบิดเบือนอย่างไร และจะตอบกลับอย่างไร ดังนั้น ต้องบันทึกทั้งคำพูดและคำให้การไว้ทั้งหมด จะได้ตอบในภายหลัง ยืนยันว่าจะไม่ทำให้เขาได้รับผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเด็ดขาด ยํ้าว่าตนต้องทำ คนอื่นไม่ทำก็ได้ เพราะตนเป็นคู่เจรจา
เมื่อถามว่ากรอบการเจรจาจีบีซี วางเป้าไว้จะได้ข้อสรุปในทิศทางใด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทิศทางที่บรรยากาศดีขึ้น และประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนมั่นใจได้ ว่าเราจะทำอย่างเต็มขีดความสามารถ การประชุมครั้งนี้จะผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านจากทุกฝ่าย ไม่ต้องกังวล เราไม่ได้ทำโดยพลการ แม้ประชาชนจะไม่ค่อยเชื่อใจตนก็ตาม ก็ขอให้เชื่อในคณะที่ไป เพราะมีความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบ ยืนยันว่ามีความรักชาติและเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ
ส่วนที่ขณะนี้ประชาชนกังวลเรื่องโดรนที่บินเข้ามา ว่าเป็นของฝั่งไทยหรือฝั่งกัมพูชากันแน่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังปนกันอยู่ แต่จำนวนมากเป็นของกัมพูชาที่บินลํ้าเข้ามา ซึ่งเราได้บันทึกไว้หมดแล้ว และตนจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุม ศบ.ทก. เรามีพิกัดที่ลํ้าเข้ามา
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีของฝ่ายไทยที่เรายังไม่รู้วัตถุประสงค์แน่ชัด แต่ กสทช.ได้ประกาศห้ามบินโดรนแล้ว ส่วนที่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าเห็นโดรนบินลํ้าบินเข้ามาในกัมพูชา ตนยืนยันว่า โดรนที่เขาเห็นเป็นของกัมพูชาที่บินกลับไป หลังบินล้ำเข้ามาในไทย เป็นการแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของเขา พูดเองก็เสียเอง
เมื่อถามว่าได้ตรวจสอบฐานบินที่โดรนบินผ่าน หรือมีการสกัดกั้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขอไม่พูดรายละเอียด เพราะได้มอบให้กองทัพอากาศเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้
เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังเปราะบางหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยังมีความเปราะบางจากข่าวปลอม โดยเฉพาะข่าวปลอมที่บอกให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ ทำให้กัมพูชาคิดว่าไทยเตรียมการสู้รบ เขาเลยเตรียมการบ้าง ซึ่งเรื่องแบบนี้คิดว่าวันหนึ่งอาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น
จึงอยากฝากสื่อทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ยามนี้เราต้องรวมใจเป็นหนึ่ง แค่ข่าวปลอมจากกัมพูชาเราก็ต้องแก้ปัญหากันทุกวันแล้ว มาเจอข่าวปลอมจากฝั่งไทยอีก ยอมรับว่าทำให้ฝ่ายความมั่นคงหนักใจมาก ตนเข้าใจว่าประชาชนอยากช่วย แต่สถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่จะช่วยได้คือฟัง ศบ.ทก.เป็นหลัก
ยอมรับว่าการชี้แจงของรัฐบาลอาจจะช้า ตนก็ยอมรับคำตำหนิ แต่เราต้องตรวจสอบให้ถูกต้อง ต้องไม่เสียเครดิตกันเองและนานาประเทศ ศบ.ทก.พูดอะไรก็ต้องใช่ หากเรารีบตอบแล้วปรากฏว่าไม่ใช่ ก็จะขาดความเชื่อถือ
“สื่อก็ช่วยได้ คือตอบไปก่อนเลย มาลีพูดอะไรมา สื่อโต้กลับไปเลย ถ้าเป็นสื่อโต้ไป มันไม่มีผลอะไร เดี๋ยวเราแก้ได้ ช่วยกองทัพตอบโต้มาลีไปเลย และถ้า ศบ.ทก.ชี้แจง สื่อให้การสนับสนุน ไม่ใช่ว่าพอมาลีพูดมา สื่อก็หันมาด่ากองทัพว่าทำไมไม่ตอบโต้ ซึ่งจะทำให้กองทัพขาดความน่าเชื่อถือ แล้วจะให้กองทัพไปตอบโต้คนแบบนั้น”
เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์หลังประชุมจีบีซีอย่างไร เพราะหลายคนกังวล พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า หากกัมพูชาเคารพผลการประชุม ก็ไม่น่ากังวล ยอมรับว่าตลอดชีวิตผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เพิ่งเจอคู่กรณีที่ยากมาก พูดอย่างทำอย่าง ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่วิสัยของตน หากมีใครมาตำหนิตนก็ยอมรับ เพราะคิดไม่ทันจริงๆ ว่ากัมพูชาจะทำอะไร บางครั้งที่เขาพูดมาก็ไม่ได้ทำตามที่พูด ตรงนี้ตนไม่ถนัด สื่อมวลชนก็ต้องเห็นใจตนด้วย
ตอนนี้ตนต้องมองหลักการตามกฎหมาย หากประเด็นในจีบีซี ตกลงกันได้ก็น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตามประเด็นที่คุยไม่ใช่ว่าจะจบทุกเรื่อง จะค่อยๆ จบไปทีละขั้นตอน ขอให้เข้าใจว่าการไปประชุมครั้งนี้ไม่ใช่จะจบเลย แต่จะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป ค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ ต้องประเมินท่าทีของกัมพูชาว่ามีความจริงใจเข้าสู่สันติหรือไม่ แต่ตนเชื่อว่าผลสรุปจากการประชุมจีบีซี จะให้เวทีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) พูดคุยกันต่อไป และขออย่าให้สื่อตำหนิตนว่าโยนภาระให้ทหาร
กองทัพรู้ดีที่สุดว่าเรื่องไหนตัดสินใจได้ เช่น การวางหรือเพิ่มกองกำลัง การปฏิบัติการต่อการยั่วยุ ยํ้าว่าไม่ใช่การโยนภาระให้กองทัพ เพราะบางเรื่องในการประชุมจีบีซี หากตกลงกันแล้วกองทัพอาจไม่สบายใจว่าทำไมไปตกลงกันแบบนี้ จึงต้องมีการแบ่งความรับผิดชอบ ไม่ใช่การโยน