“ธนาธร” ยอมรับ ได้เจอ-คุยกับ “ทักษิณ” ต่อหน้า เมื่อเช้า มาขอเสียงโหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกฯ จริง โยนให้ ปชน. ตัดสิน ชี้ ประเทศต้องมาก่อน หลัง สุริยะ-พงศ์กวิน ใช้นามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ” หวังดีล พร้อมบอกข้อเสนอ พรรคภูมิใจไทย อยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
30 ส.ค. 68 – ที่ รร.คอนราด กรุงเทพฯ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวพูดคุยกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการจัดตั้งรัฐบาล
โดยยอมรับว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตนเองได้เจอกับ นายทักษิณ ต่อหน้าและได้พูดคุยกับ ทักษิณ หลังจากที่ได้รับการติดต่อมา เพื่อมาขอคุยตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา
ซึ่ง นายทักษิณ ได้มาปรึกษาหารือ ต่อกรณีที่ พรรคประชาชน จะยกมือสนับสนุน ให้ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ซึ่งตนเองได้ตอบไปว่า พรรคประชาชน มีจุดยืนเรื่องนี้อย่างชัดเจน
และพรรคประชาชน ได้แถลงจุดยืนเรื่องนี้มาสองเดือนแล้ว ในเรื่องของทีโออาร์ หรือเงื่อนไขของการยกมือสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเงื่อนไขคือ ยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดทำประชามติ เพื่อแก้ไขและธรรมนูญให้เสร็จ นี่เป็นสิ่งที่ตนเองได้บอกกับ นายทักษิณ ไป
ส่วนกังวลว่า จะประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่นั้น นายธนาธร ระบุว่า พรรคประชาชน มีเงื่อนไขที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทย จะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้ ก็ไม่ต้องมาคุยกับตนเอง ไปคุยกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้เลย ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ยังไม่ได้มีการติดต่อหรือนัดหมายจากทางพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการมาที่พรรคประชาชน
ส่วนกรณีที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อาจจะทำให้คุยกันในตระกูล จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มากกว่านั้น นายธนาธร บอกว่า นายสุริยะ เป็นอาและตนเอง กับ นายพงศ์กวิน เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยความเคารพทั้งสองท่านเป็นญาติกัน แต่เรื่องปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้ใช้จุดนี้มาคุยกัน และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากทั้งสองคน
ส่วน พรรคประชาชน ยังไม่ปิดประตูเลือก นายชัยเกษม ใช่หรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตอบชัดเจนแล้ว
ส่วนพรรคประชาชนจะเลือกพรรคไหนนั้นในุมมองของนายธนาธรนั้น ตนเองเข้าใจว่า เหตุผลที่พรรคประชาชนยื่นทีโออาร์ มีเงื่อนไขขึ้นมาไม่ได้อยากมีอำนาจหรืออยากเป็นรัฐบาล และพรรคประชาชนยังเป็นฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือการพาประเทศไปข้างหน้า เพราะด้วยสภาในปัจจุบันไม่มีกลุ่มการเมืองไหนที่มีความชอบธรรม และมีศักยภาพภาพเพียงพอที่จะพาประเทศไปข้างหน้า ไม่มีใครที่จะมีความสามารถในการแก้ปัญหาของประเทศได้ทั้งการแก้ปัญหายาเสพติด และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงปัญหาทางการเมือง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ การคืนอำนาจให้พรรคประชาชนด้วยการยุบสภา ทำให้พรรคประชาชนมีเงื่อนไขแค่2ข้อ ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า และสิ่งที่ต้องการคือสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เพื่อพาประเทศไปข้างหน้า นั่นคือโจทย์ใหญ่ของสังคม
ส่วน4เดือนเป็นระยะเวลาการทำประชามติพอหรือไม่นั้น นายธนาธร เชื่อวาาพรรคประชาชนได้คำนวนมาแล้วว่าเพียงพอในการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พรรคประชาชนอาจจะเจ็บทั้งคูานั้นเพราะผู้สนับสนุนไม่ได้อยากได้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทน นายธนาธร ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ไม่มีกลุ่มไหน รวมเสียงข้างมาก และจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่าสถานการณ์เช่นนี้ การคืนอำนาจให้ประชาขนเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
ส่วนจะเลือกใครก็ต้องดูว่า พรรคไหนมีโอกาสทำสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ไม่ว่า จะเป็นพรรคไหนพรรคประชาชน พร้อมรับฟังข้อเสนอ
ส่วนความกังวลหรือไม่เรื่องการจะถูกฉีก MOU นั้น นายธนาธร กล่าวว่า ต้องให้ประชาชนตัดสิน หากพรรคไหนรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนไปแล้วไม่ทำตาม ก็ขอให้ประชาชนตัดสิน
ส่วนจะคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่ ให้ไปถามหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะตอนนี้ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว