จิตติพจน์ สส.เพื่อไทย จวกอำนาจการเมือง แทรกแซงคดีเขากระโดง ที่ดินรัฐสงวนหวงห้าม ละเมิดหลักนิติรัฐ
วันที่ 29 ก.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ
จากนั้นเวลา 15.20 น. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายนโยบายรัฐบาลกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนการบิดเบือนหลักนิติรัฐ และการเมืองที่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง
ทั้งที่ศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ได้วินิจฉัยตรงกันและถึงที่สุดแล้วว่าพื้นที่กว่า 5,083 ไร่เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งได้มาตั้งแต่พระราชทานในรัชกาลที่ 5 และพระราชกฤษฎีกาสมัยรัชกาลที่ 6 ถือเป็นที่ดินของรัฐและเป็นที่สงวนหวงห้าม
นายจิตติพจน์ อภิปรายว่า คำพิพากษาศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 30 มี.ค.66 ได้อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ และยืนยันชัดเจนว่า การออกโฉนดทับที่ดินรถไฟเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมมีคำสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ และตรวจสอบแนวเขตร่วมกับการรถไฟ
ในปี 2568 ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดินในสมัยนั้นกลับมีคำสั่งว่าไม่สมควรเพิกถอนโฉนด ทั้งที่ศาลมีคำพิพากษาชัดเจนแล้วว่าที่ดินเป็นของรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้นอดีตอธิบดีกรมที่ดินยังมีท่าทีต้องการยุติเรื่อง โดยอ้างเพียงว่าไม่ทราบว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของใคร ไม่ทราบแน่ชัด ไม่ทราบแนวเขต ทั้งที่มีการรังวัดแนวเขตใหม่ตั้งแต่เดือนม.ค.67 แล้วเสร็จในเดือนส.ค.ปีเดียวกัน แต่ผลการรังวัดกลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ตรวจสอบหรือยืนยันสิทธิ์แต่อย่างใด กลายเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล
“ตรงกันข้ามกับนายภูมิธรรม เวชยชัย เมื่อเข้ารับตำแหน่งรมว.มหาดไทย ได้เดินหน้าผลักดันให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้กรมที่ดินร่วมกับการรถไฟชี้แนวเขตอย่างชัดเจน พร้อมวางหลักการทำงานคือต้องนำที่ดินของรัฐกลับคืนมาให้การรถไฟ และต้องคุ้มครองประชาชนผู้สุจริตไม่ให้เดือดร้อน แต่จัดระบบเช่าที่ดินในราคาที่เหมาะสมแทน” นายจิตติพจน์ ระบุ
นายจิตติพจน์ อภิปรายว่า กรมที่ดินในฐานะหน่วยงานรัฐมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองและป้องกันที่ดินของรัฐ หากเพิกเฉยหรือละเว้นถือเป็นการละเมิดกฎหมาย พร้อมตั้งคำถามว่าการอ้างไม่รู้แนวเขตทั้งที่มีการรังวัดใหม่แล้ว แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ นั้น อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เรื่องนี้สังคมกำลังจับตา