“จิราพร” ชี้ รัฐบาลอนุทิน เกิดท่ามกลางสถานการณ์ผิดปกติ ตามคำประกาศประเทศเพื่อนบ้านเป๊ะราวจับวาง อัดจ้องฉีก MOA เร่งเครื่องสะสม สส. วางแผนอยู่ต่อ 4 ปี
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญเป็นวันที่ 2
น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นรัฐบาลพิเศษ เกิดท่ามกลางสถานการณ์ที่ผิดปกติ และจัดตั้งรัฐบาลด้วยวิธีพิสดาร เพราะหลังจากที่พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 18 มิ.ย. ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย. ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้ประกาศว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนนายกฯ ในอีก 3 เดือน จากนั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ ในวันที่ 1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในขณะนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และวันที่ 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จนตอนนี้เกิดรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่นำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
นับเวลาดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยเรามีรัฐบาลใหม่ใน 3 เดือนตามที่ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านประกาศไว้จริงๆ เป็นความน่าอัศจรรย์ว่าความเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศเพื่อนบ้านสอดคล้อง สอดประสานกับการตั้งรัฐบาลในประเทศไทยพอดีดิบพอดีอย่างน่าเหลือเชื่อ เป๊ะราวกับว่าจับวาง
นอกจากนี้ในระหว่างการเปลี่ยนรัฐบาลจนถึงวันตั้งรัฐบาล เราจะพบว่ามีข่าวลือ มีความลึกลับเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลมากมาย แม้แต่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคยังบอกว่าพูดไม่ได้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าแท้จริงแล้ว MOA ที่ทำให้ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยภาคพิสดารนี้ อาจเป็นเพียงแค่ข้อตกลงฉากหน้า
แต่แท้จริงแล้วฉากหลังมีข้อตกลงที่ไม่ได้ระบุไว้ใน MOA อีกหรือไม่ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนคาใจว่าข้อตกลงเหล่านั้นคืออะไร หรือมีเบื้องหลังใน MOA อย่างไร
พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมทำข้อตกลงนี้ หวังว่าจะใช้ MOA บังคับรัฐบาลให้ทำตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ แต่ในความเป็นจริงแม้ว่ารัฐบาลนี้เกิดจาก MOA แต่ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยคลอดออกมา มีชีวิตขึ้นได้ ก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ทำลายข้อตกลง MOA นี้ทันที
โดยในข้อที่สี่ที่ห้ามรัฐบาลแปลงร่างเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ข้อตกลงนี้ก็ถูกฉีกวันแรกตั้งแต่วันที่โหวตเลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนที่โหวต 311 เสียง และเมื่อไม่นานมานี้ปรากฏภาพและคำสัมภาษณ์จากกลุ่ม สส. ซึ่งแสดงท่าทีชัดเจนว่าเตรียมย้ายเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย
ตนเชื่อว่าในระยะเวลาสี่เดือนก่อนยุบสภาฯ พรรคภูมิใจไทยจะเร่งเครื่องเพิ่มจำนวนสส.อีก หากเกิดจริงแบบนี้รัฐบาลย่อมขยับเข้าใกล้เสียงข้างมากเข้าไปทุกที เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ท่านผู้นำฝ่ายค้านอภิปรายเน้นย้ำกับท่านนายกฯ ว่าอยากให้ท่านนายกฯ เคารพข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคประชาชน
แต่การที่พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีและเจตนาอย่างโจ่งแจ้งในการสะสมกำลังคนแบบนี้ เท่ากับว่ากำลังจงใจฉีกข้อตกลง MOA แบบไม่เกรงใจท่านผู้นำฝ่ายค้านเลย
น.ส.จิราพร อภิปรายต่อว่า ในเมื่อรัฐบาลและนโยบายนี้เกิดจาก MOA แต่รัฐบาลไม่เคารพ MOA ที่ตกลงไว้ แล้วเราจะเชื่อจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลนี้จะทำภารกิจใน 4 เดือน และทำตาม MOA และจะทำนโยบายที่แถลงไว้สำเร็จได้จริง
ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่นายอนุทินควรแถลงต่อรัฐสภา คือการเอา MOA มาบรรจุในคำแถลงนโยบาย และนำมาอ่านทีละข้อ พร้อมอธิบายว่าจะทำตามข้อตกลงนั้นให้สำเร็จภายใน 4 เดือนได้อย่างไร เพราะการที่นายกฯ มาอ่านนโยบาย 7 หน้า พร้อมกับมีนโยบายเยอะแยะเต็มไปหมด แสดงว่านายกฯ ไม่ได้ฟังสิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านทำข้อตกลงกับท่านไว้เลย
ผู้นำฝ่ายค้านบอกว่าไม่ได้เลือกท่านมาบริหาร แต่เลือกมาทำตาม MOA แล้วยุบสภา MOA ไม่มีผลผูกพันกับรัฐสภา แต่เมื่อดูสถานะทางการเมืองแล้ว MOA มีสถานะที่มีน้ำหนัก และมีผลต่อรัฐบาลชุดนี้มากกว่านโยบายที่นายอนุทินอ่านให้เราฟังเสียอีก
และเป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลนี้เกิดจาก MOA แต่ปรากฏว่าคนที่พูด MOA น้อยที่สุดกลับเป็นรัฐบาลเสียเอง แม้แต่วันแถลงนโยบายซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุด ท่านก็ไม่พูดถึง ถ้าตนเป็นพรรคที่โหวตให้ท่านเป็นนายกฯ ตนคิดว่าการทำแบบนี้ต้องถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว
“สิ่งที่ประชาชนอยากฟังไม่น่าจะใช่นโยบายที่นายกฯ อ่าน เพราะเวลาจำกัดไว้เพียงแค่ 4 เดือน ไม่ใช่เวลาที่เราจะสามารถทำอะไรได้มากมาย ดิฉันคิดว่าสิ่งที่คนอยากฟังคือนโยบายที่นายกฯ ไม่ได้อ่าน คือ คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและพัวพันกับนายกฯ และรัฐมนตรีบางท่าน เช่น คดีฮั้วสว. คดีเขากระโดง รัฐบาลจะเอาอย่างไร ประชาชนหวาดระแวงสงสัย กลัวว่าท่านนายกฯ จะเข้ามายุบคดีก่อนที่จะยุบสภา” น.ส.จิราพร กล่าว
น.ส.จิราพร กล่าวต่อว่า ความจริงแล้วก่อนที่จะมาแถลงนโยบาย นายกฯ ได้แถลงข่าวยืนยันกับประชาชนว่า คดีเหล่านี้ท่านไม่ได้ทำ แต่ท่านถูกกลั่นแกล้ง ท่านนายกฯ ที่เป็นผู้ต้องหาของคณะกรรมการการเลือกตั้งและดีเอสไอ ยืนยันว่าถูกกลั่นแกล้ง แบบนี้ยิ่งเท่ากับว่าเป็นการแถลงนโยบายกับข้าราชการแล้วว่า ถ้าใครทำคดีฮั้วสว. ใครทำคดีเขากระโดงต่อ เท่ากับเป็นการกลั่นแกล้งท่านนายกฯ หรือไม่ แบบนี้ข้าราชการนั่งตัวแข็งหมด ไม่กล้าทำ
ดังนั้น นายกฯ ที่เพิ่งแถลงนโยบายในหน้าที่หนึ่งว่ายึดมั่นในหลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ท่านกล้าให้คำมั่นสัญญากับรัฐสภาแห่งนี้ว่าจะไม่กลั่นแกล้งหรือโยกย้ายข้าราชการผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ทำคดีเหล่านี้ และจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ นายกฯ จะรับปากกับรัฐสภาแห่งนี้ได้หรือไม่
น.ส.จิราพร อภิปรายว่า ถ้าเราไปดูในรายละเอียดของ MOA ภารกิจที่สำคัญที่สุด คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องที่ใหญ่ที่สุดใน MOA กลายเป็นเรื่องที่เล็กที่สุดใน MOA เมื่อไปดูเนื้อหานโยบาย 7 หน้ากระดาษ พูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเพียงสามบรรทัดเศษเท่านั้น รายละเอียดน้อยกว่าที่เขียนไว้ใน MOA อีก
นี่ขนาดแถลงนโยบายก็เห็นความจริงใจของรัฐบาลที่จะทำตาม MOA ที่ตกลงกันไว้แล้ว นโยบายความยาว 7 หน้ากระดาษที่ท่านแถลง ควรต้องบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยละเอียด ท่านต้องบอกทีละข้อว่าจะแก้ให้สำเร็จตามที่ตกลงใน MOA ไว้อย่างไร
นอกจากนี้ MOA ใช้ตั้งรัฐบาลชุดนี้ ยังทำให้เกิดความจริงทางการเมืองที่ว่า กลไกของระบบรัฐสภา กลไกการตรวจสอบ กลไกการถ่วงดุลอำนาจได้ถูกทำให้อ่อนแอลง MOA นี้ทำให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามกับฝ่ายค้านด้วยกันเอง ทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของฝ่ายค้านด้วยกันเอง
และ MOA นี้ทำให้ฝ่ายค้านบางพรรคไม่สามารถอยู่แบบไร้ตัวตนได้ ต้องมาอยู่แบบมีตัวตนแต่ไร้จุดยืนหรือไม่ เนื่องจากมีฝ่ายค้านส่วนหนึ่งยกมือตั้งนายกฯ และต้องเป็นองค์ประชุมให้กับรัฐบาล
น.ส.จิราพร อภิปรายว่า MOA นี้ทำให้การถ่วงดุลอำนาจมีปัญหา มีคนบอกว่ารัฐบาลกับสภาสูงเป็นสีเดียวกัน ทำให้มีการเชื่อมโยงอำนาจบริหารกับองค์กรอิสระผ่านกลไกของสว. ดังนั้น ความจริงทางการเมืองเหล่านี้ทำให้เราไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะสร้างประชาธิปไตยด้วยการทำลายระบบรัฐสภา ทำลายระบบตรวจสอบ และทำลายการถ่วงดุลอำนาจ
ตนขอถามท่านนายกฯ ว่าตอนที่ท่านไปเซ็น MOA ที่สภาวันที่ 3 ก.ย. เมื่อท่านมาอ่านคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ท่านไม่รู้สึกหรือว่ามันขัดกัน ท่านเชื่อในสิ่งที่ท่านแถลงไปหรือไม่ว่าจะทำได้จริง
ถ้าท่านเชื่อว่านโยบายที่แถลงไปจะนำไปสู่ความสำเร็จตาม MOA ถ้าท่านเชื่อเช่นนั้นท่านต้องทำให้พวกเราเชื่อด้วย เริ่มต้นด้วยวันนี้ขอให้ท่านนายกฯ ลุกขึ้นมายืนพูดกับสมาชิกวุฒิสภาในสภาแห่งนี้ ชวนท่านสว.กลางสภาเลยว่าให้มาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เปิดทางให้มีการทำประชามติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการสร้างหลักประกันที่ทำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าการทำ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้จริง ก็ควรทำสัตยาบันร่วมกันระหว่างท่านนายกฯ ผู้นำฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การทำประชามติและยุบสภา แบบนี้คนถึงเชื่อว่ารัฐบาลจะทำตามที่ตกลงกันไว้ และทำสำเร็จได้จริงตาม MOA
“วันนี้เราไม่อาจรู้ว่า MOA จะสร้างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่ แต่ MOA ฉบับนี้ทำให้เกิดรัฐบาลที่กลุ่มอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเป็นรองก็เพียงแค่รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร รัฐบาลนี้ขาดอย่างเดียวคือมาตรา 44 ที่เหลือมีครบทุกอย่าง ถ้าเกิดกลุ่มอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบนี้เท่ากับว่าในอนาคตแม้มีการเปลี่ยนรัฐบาลไป แต่ประเทศไทยต้องอยู่กับระบอบสีน้ำเงินไปอีกนับ 10 ปี” น.ส.จิราพร ระบุ
น.ส.จิราพร อภิปรายว่า การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วย MOA ด้วยวิธีพิสดาร แปลกประหลาด ถือเป็นการชุบชีวิตพรรคสีน้ำเงินและฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้มีอาวุธครบมือ ตนจึงเห็นว่าการทำ MOA ไม่ได้ทำให้ประเทศเดินเข้าใกล้ช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูประชาธิปไตยเลย แต่เป็นการฟื้นฟูคืนชีพฟื้นคืนชีพของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอำนาจพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ
ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจะทำให้สี่เดือนต่อจากนี้เป็นสี่เดือนแห่งการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เราจะใช้ทุกองคาพยพที่มี กลไกของรัฐสภาในการติดตามตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่การตรวจสอบองค์ประชุมที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือตามกลไกรัฐสภาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
สุดท้ายนี้ท่านนายกฯ ให้คำมั่นสัญญาต่อรัฐสภาว่าจะยุบสภาในช่วงปลายเดือนม.ค.69 ตนเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้อยากอยู่แค่สี่เดือน แต่มีเป้าหมายที่วางแผนจะอยู่ต่ออีกสี่ปี แต่ก่อนที่ท่านนายกฯ จะยุบสภา พรรคเพื่อไทยจะทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลแบบนี้สมควรที่จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อในอีกสี่ปีข้างหน้าหรือไม่
ทำให้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ตนในนามวิปรัฐบาลได้นั่งฟังอย่างตั้งใจและอดทน เพราะเราไม่อยากมีการประท้วง เพื่อตัดเวลาหรือเพื่อขัดจังหวะผู้อภิปรายแต่อย่างใด และเราก็หวังว่าวันนี้ทั้งวันในเวลาที่เหลือของแต่ละฝ่าย จะใช้อย่างคุ้มค่าเป็นประโยชน์และตรงประเด็น
นั่นคือข้อมูลต้องครบถ้วน ไม่ใช่ข้อมูลครึ่งๆกลางๆ หรือข้อมูลที่ชี้นำให้คนเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ ฉะนั้น ตนและเพื่อนสมาชิกหลายคน เราเป็นสส.กันมานาน คงจะทราบกันดีว่าไม่มีการแทรกแซงยุคไหนไปมากกว่าชั้น 14 อีกแล้ว