บวรศักดิ์ จ่อถก 3 ฝ่าย เดินหน้าแก้รธน. เล็งรวม 3 ร่างให้ทุกฝ่ายยอมรับ ชี้เร่งหารือปมประชามติ พรรคการเมือง-สว.-กกต. ร่วมตั้งคำถาม เชื่อคนไทยฉลาด ไม่สับสนกาบัตร 4 ใบ
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 30 ก.ย.2568 ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า ที่ประชาชนอาจกาบัตรพร้อมกัน 4 ใบ ว่า ที่ตนพูดในสภาฯ เป็นความประสงค์ของรัฐบาล ว่ารัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้ ข้อแรกคือรัฐบาลต้องปรึกษากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะตามกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยเฉพาะพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรวมอยู่ด้วย รัฐบาลต้องปรึกษาพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสว. เพราะรัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องไทม์ไลน์นั้น นายกฯ แถลงว่าจะยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค.69 ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งไม่เร็วกว่า 45 วัน และไม่ช้ากว่า 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดไว้แล้วว่าถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพิ่มหมวด 15/1 เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเอาไปออกเสียงประชามติ
โดยศาลรัฐธรรมนูญก็บอกแล้วว่าต้องทำ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 คือ ถามว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2.เห็นชอบด้วยกับวิธีการ และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม กฎหมายประชามติในวันนี้ บอกว่าประชามติจะทำได้ไม่เร็วกว่า 90 วัน และไม่ช้ากว่า 120 วัน นับแต่วันที่ประธานสภาฯ ส่งเรื่องถึงนายกฯ และความซับซ้อนก็จะเกิดขึ้นอีก เพราะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ผ่านสภาฯไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการทรงพิจารณา
ตรงนั้นเขาก็ปรับเวลาว่า ทำประชามติได้ไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วัน ซึ่งตรงนี้ต้องทำไทม์ไลน์กันให้ดี แต่ก็ยังพูดอะไรแน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่สภาแก้ไปแล้วจะพระราชทานลงมา หรือว่าจะลงพระปรมาภิไธย
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งหมดคือความตั้งใจของรัฐบาล และรัฐบาลก็ต้องปรึกษากับพรรคการเมือง รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ กกต. ให้ประชาชนคนไทย ซึ่งคิดว่าฉลาดมากจะไม่สับสนกับบัตร 4 ใบ เพราะจำไม่ยาก
“ผมได้ปรึกษากับบรรดาพรรคการเมือง สว.และ กกต.ว่า บัตรเลือกตั้งก็ให้ใช้บัตรปกติไม่ต้องมีสี แต่ถ้าบัตรประชามติให้ใช้บัตรสีเหลือง และถ้าเห็นชอบด้วยให้กาในช่องสีเขียว ถ้าไม่เห็นชอบให้กาในช่องสีแดง ซึ่งไฟเขียวไฟแดงทุกคนก็รู้จัก ไฟแดงหยุดสต็อป ไม่ต้องทำ ไฟเขียวแปลว่าไป ส่วนเอ็มโอยูกับกัมพูชาก็อย่างเดียวกัน ใช้กระดาษอีกสีหนึ่ง เช่น สีฟ้า อาจบอกว่าถ้าให้ยกเลิก อาจให้กาในช่องสีเขียว หากไม่ให้ยกเลิกให้กาในช่องสีแดง” นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาก็ให้ความเห็นว่าควรมีการพูดคุยกัน เพื่อให้แสดงความเห็นกันได้เต็มที่ ตนก็จะเรียนนายกฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเราควรขอความร่วมมือจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และให้บริษัท อสมท. และช่อง 11 จัดเวลาที่เท่าเทียมกันทุกวัน
อันดับแรกคือ ชี้แจงให้ฟังในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร และให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมีเวลาเท่ากัน ส่วนเรื่องเอ็มโอยูก็เช่นเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงก่อน ว่าเอ็มโอยูที่เอามาขอประชามตินั้นมีเนื้อหาอย่างไร และให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยใช้เวลาเท่ากัน ซึ่งรัฐบาลคงทำได้อย่างนี้
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนสื่อโซเชียลนั้น รัฐบาลแตะต้องไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นเสรีภาพของแต่ละคน แต่เชื่อว่าคนไทยฉลาด ถ้าเราอธิบายให้ฟังให้ชัดเจนและสามารถให้เขาแยกได้ว่า อันนี้เป็นเรื่อง การลงคะแนนเลือกตั้ง 2 ใบ อันนี้เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ และอันนี้เป็นเรื่องเอ็มโอยู มันไม่มีปัญหา
ที่รัฐบาลต้องคิดอย่างนี้ก็เพราะ กกต. บอกว่าถ้าจัดแยกกันทำได้หรือไม่ ต้องบอกว่าทำได้ แต่ทำครั้งหนึ่ง 6 พันล้านบาท เลือกตั้ง 6 พันล้านบาท, แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 6 พันล้านบาท, เอ็มโอยู 6 พันล้านบาท รวมเป็น 18,000 ล้านบาท แล้วเราจะเอาหรือ
ถ้าทำหนเดียว 6 พันล้านบาท อาศัยความชัดเจนที่ กกต. ทำบัตรเลือกตั้ง และอาศัยการที่รัฐบาลชี้แจงผ่านสื่อให้ชัดเจน, อาศัยการที่ให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยสามารถแสดงออกได้อย่างเท่าเทียม คนไทยฉลาด เรื่องแค่นี้เขาทำได้แน่
เมื่อถามว่าที่บอกว่าการทำประชามติต้องหารือทุกพรรค และสว. มีการกำหนดเวลาไว้เบื้องต้นแล้วหรือยัง หรือต้องเร็วที่สุด นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เวลานี้มี 3 ร่าง คือ ร่างของพรรคภูมิใจไทย, ร่างของพรรคประชาชน และร่างของพรรคเพื่อไทย ต้องหารือกันให้เร็วที่สุด เพราะต้องอาศัยทั้งพรรคที่เป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกรัฐสภา
รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะผ่านวาระ 3 ได้ ต้องได้เสียง สว. หนึ่งในสาม ต้องได้เสียงของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ไม่น้อยกว่า 20% ก็ต้องหารือกัน
เมื่อถามว่าจะมีความชัดเจนว่าจะใช้ร่างของพรรคไหนเป็นหลักหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่าเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา ตนตอบไม่ได้
เมื่อถามว่าจะร่วมร่างกฎหมายเข้าด้วยกันได้หรือไม่ นายบวรศักดิ์ ตอบว่า ธรรมชาติก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือ ทุกพรรคอยากให้ใช้ร่างของตัวเอง แต่ท้ายที่สุดต้องมาเจรจาพูดคุยประนีประนอมจนออกมาให้เป็นที่ยอมรับได้
เมื่อถามว่าคำถามประชามติได้คิดไว้แล้วหรือยังว่าจะเป็นอย่างไร นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องปรึกษากัน ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญจะถามคำถามเดียวหรือสองคำถามนั้น ศาลรัฐธรรมนูญพูดชัดว่าต้องถามสามครั้ง โดยครั้งที่หนึ่งและสอง รวมกันได้ ไม่ใช่แห่งเดียวในโลกที่ทำแบบนี้
อย่างฝรั่งเศสก็เคยถามประชามติเดียว 2 คำถามมาแล้ว แต่ตัวคำถามจะตั้งอย่างไรต้องหารือกัน รัฐบาลทำฝ่ายเดียวไม่ได้ จริงอยู่ว่าเป็นอำนาจของรัฐบาล แต่ต้องขอความเห็นและความยินยอมพร้อมใจของสมาชิกรัฐสภา ที่สำคัญ กกต.ที่มีอำนาจตามกฎหมาย
เมื่อถามว่าในใจ นายบวรศักดิ์ มีคำถามไว้คร่าว ๆ หรือยัง นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มีแล้ว แต่ยังไม่อยากพูด เมื่อถามว่าหากได้คำถามแล้วต้องมาถามรัฐสภา หรือหารือภายใน นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการประชุมภายใน เพราะอำนาจตั้งคำถามอยู่ที่ กกต. กับรัฐบาลจะปรึกษากัน เพราะประชามติ คนที่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือรัฐบาล แต่คนที่ดำเนินการคือ กกต. ซึ่งรัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้ ต้องถามสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และสว.