สว.อิสระ ตามบี้ สว.สีน้ำเงิน ชะลอตั้ง กมธ.ตรวจสอบคุณสมบัติ ป.ป.ช. จนกว่าคดีฮั้วจะจบ นันทนา หวั่น รมว.ยุติธรรม สายตรงบุรีรัมย์ เป่าคดีให้หายกลายเป็น ฝุ่นPM2.5 แฉสถิติรายคนได้โควตานั่งกมธ.ฯ วุฒิชาติ มากสุด 11 ครั้ง

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายเศรณี อนิลบล สว. ร่วมกันแถลงเรื่อง สว.อิสระคัดค้านการตั้ง กรรมาธิการ (กมธ.)ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใหม่ 2 ตำแหน่ง

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตั้งแต่ สว.เสียงข้างมากได้รับแจ้งข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.เป็นต้นมา ตนและกลุ่ม สว.อิสระ พยายามเรียกร้องให้ สว.ทุกคน ชะลอการลงมติเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ออกไปก่อนจนกว่าคดีความเรื่องฮั้ว สว.จะเสร็จสิ้นกระบวนการ เมื่อพบว่าบริสุทธิ์ไม่มีมลทินมัวหมอง ก็กลับมาทำหน้าที่เห็นชอบองค์กรอิสระต่อไปได้ เพราะการทำหน้าที่ตรงนี้เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อท่านเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. เท่ากับท่านเลือกผู้ไปตัดสินคดีของท่าน ประชาชนจะคิดอย่างไร

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า พวกเราเรียกร้องเรื่องนี้มาโดยตลอด จนขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล มีการแต่งตั้ง รมว.ยุติธรรม ที่ได้ฉายาว่า “สายตรงบุรีรัมย์” ก็ยิ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วไปที่จับตาดูคดีฮั้ว สว.อยู่ ว่าคดีจะพลิกผัน หรือถูกเป่าให้มลายหายไปกลายเป็นฝุ่น PM 2.5 หรือไม่ ขณะนี้ประชาชนทั่วไปทราบถึงหายนะที่จะเกิดขึ้น หากปล่อยให้มีการแต่งตั้งองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง เช่นในวันนี้ก็จะมีการแต่งตั้งกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบคุณสมบัติของ ป.ป.ช.เพิ่มอีก 2 ตำแหน่ง ซึ่งที่ผ่านมาการแต่งตั้ง กมธ.ตรวจสอบคุณสมบัตินี้ ก็แต่งตั้งคนเดิมๆ วนเวียนอยู่ในกลุ่ม สว.เสียงข้างมาก ไม่เคยกระเด็นมาถึงกลุ่ม สว.อิสระ

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า จากสถิติการเป็น กมธ.ตรวจคุณสมบัติ ตลอดเวลา 1 ปี 2 เดือนที่ผ่านมา มีชื่อดังนี้ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร 11 ครั้ง, นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ 8 ครั้ง, นายเอนก วีระพจนา 7 ครั้ง, พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา 6 ครั้ง, พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร 6 ครั้ง, พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ 6 ครั้ง, นายอภิชาติ งามกมล 6 ครั้ง, พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย 5 ครั้ง และ นายกมล รอดคล้าย 5 ครั้ง นี่คือตัวอย่างการตั้ง กมธ.แบบวนเวียน ไม่มีการกระจายแบบเป็นธรรม ไม่ยอมให้สว.อิสระเข้าไปทำหน้าที่นี้เลย เพราะเหตุใด เหตุผลง่ายๆ ก็คือ กระบวนการตรวจสอบและคัดเลือกเป็นความลับทั้งหมด การจะกล่าวหาใคร ยกย่องใครก็แล้วแต่ กมธ.จะหยิบยกข้อมูล หรือขุดข้อมูลมา

น.ส.นันทนา กล่าวว่า เมื่อไม่มีคนนอกที่เป็น สว.อิสระ ก็ตัดสินกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องมีเหตุผลอธิบาย ให้เหนื่อยยาก ปฏิบัติการเช่นนี้เรียกว่า “ปิดประตูตีแมว” หรือไม่ หากกระบวนการคัดเลือกองค์กรอิสระใช้วิธีการแบบเวียนเทียนวนอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ ที่รู้กัน ไม่สนใจความรู้ความสามารถก็จะได้แต่คนที่เป็นเครือข่ายพวกเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินการที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใส แล้วเราจะคัดเลือกคนมีคุณภาพเข้ามาในองค์กรอิสระได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในการคัดเลือกองค์กรอิสระของ สว.ในปัจจุบัน เจตนารมณ์ของการจัดตั้งองค์กรอิสระ ก็เพื่อให้มีองค์กรที่เป็นอิสระจากรัฐบาล จากพรรคการเมือง เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุล แต่หากองค์กรอิสระต้องกลายเป็นองค์กรในกำกับของพรรคการเมือง จะส่งผลให้การตรวจสอบ การวินิจฉัยบิดเบี้ยวไปอย่างไร

“จึงขอเรียกร้องจิตสำนึก สว.เสียงข้างมาก ให้ชะลอกิจกรรมที่เกี่ยวกับการคัดเลือกองค์กรอิสระ ออกไปก่อน จนกว่าคดีของท่านจะเป็นที่สิ้นสงสัย ดิฉันเองต่อสู้เรียกร้องเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่าครึ่งปี ทุกครั้งที่ลุกขึ้นอภิปรายจะถูกขาประจำมาประท้วง มาบูลลี่ ไล่ดิฉันออกนอกห้องประชุมกล่าวหาว่าดิฉันเป็นโรคจิต ต่างๆ นานา แต่ดิฉันจะไม่หยุดการต่อสู้ในเรื่องนี้ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ ดิฉันจะไม่ยอมให้มีการกินรวบองค์กรอิสระ เพราะนั่นคือหายนะของประเทศอย่างแน่นอน” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งพยายามกินรวบประเทศไทย กินรวบองค์กรอิสระ และวางแผนเอา สว.เป็นสารตั้งต้นของการกินรวบองค์กรอิสระ โดยเฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทางการเมือง โดยเฉพาะ กกต.ที่วุฒิสภากำลังจะมีการเลือกอีก 2 ตำแหน่ง จะเป็น กกต.สีน้ำเงินหรือไม่

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น 4 เดือน จะยุบสภาหรือไม่ก็ตาม ผลการเลือกตั้งย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าพรรคการเมืองใดจะได้คุมอำนาจในทางการเมือง เนื่องจากกรรมการที่คุมการเลือกตั้งจะมาจากการสรรหาของวุฒิสภาชุดนี้ ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนจับตามองและมีการรณรงค์เรื่องนี้อย่างกว้างขวางต่อไป เพราะถ้าเป็น สว.ด้วยกัน พวกตนพูดจนปากจะฉีกถึงรูหูอยู่แล้วก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนั้นยังเกิดมาตรการตอบโต้ทั้งด้วยกำลัง หรือการประกาศกลุ่มบุคคลที่เป็นเดดล็อก ที่เป็นกลุ่ม สว.อิสระ ว่าจะไม่คบค้าสมาคมและไม่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย แต่พวกตนก็ยืนหยัดไม่หวั่นไหว เพราะถือว่าเรารับเงินเดือนจากประชาชน ไม่ได้รับเงินเดือนจากผู้บงการทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใด

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งคณะกรรมกรสรรหาองค์กรอิสระ หรือลงมติเห็นชอบหลังจากที่ได้มีการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมของบุคคลที่สมัครเป็นองค์กรอิสระแล้วก็ตาม ในช่วง 3 เดือนนี้ เป็นช่วงวิกฤตมาก เพราะจะเป็นช่วงที่มีการสรรหาอย่างเร่งรีบเพื่อจะให้ทันการเลือกตั้ง เพราะ กกต. 2 คนที่จะเลือกต่อไปนี้ และจะมี กกต.หมดวาระในปลายปีนี้อีก 2 คน ซึ่ง กกต.ทั้งหมดมี 7 คน ลองคิดดูก่อนหน้านี้มีสรรหามาแล้ว 1 คน และกำลังสรรหาอีก 2 คน รวมทั้งใกล้หมดวาระอีก 2 คน ก็จะเป็น 5 ใน 7 ดีไม่ดีอาจหมดวาระทั้งชุดเลยก็ได้

ดังนั้น จึงเป็นจุดที่พรรคการเมืองต่างๆ ที่จะลงเลือกตั้งก็มีความหวั่นไหวว่าแม้จะชนะเลือกตั้ง แต่จะได้เป็น สส.หรือไม่ เพราะต้องเผชิญกับการต่อสู้รอบที่สองคือสู้กับ กกต. สู้กับพรรคการเมืองยังไม่เท่าไร ถ้า กกต. ไม่เป็นกลาง แม้จะได้เสียงเป็นร้อยที่นั่ง อาจจะลดลงเหลือไม่ถึง 50 ก็ได้ ดังนั้นเป็นจุดที่ต้องระวัง อย่ามองแต่ว่า 4 เดือนจะยุบสภาหรือไม่

ขณะที่ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า มีการกดดันอย่างรุนแรง ซึ่งหลายคนที่จะมาร่วมแถลงในวันนี้ด้วยก็ไม่กล้ามา เพราะรู้ว่าพวกเราเสียงข้างน้อยสู้ไปอย่างไรก็แพ้ แต่พวกตนต้องการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน เพื่อให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เป็นกลางไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือสีใดสีหนึ่ง แต่ขณะนี้มันไม่ใช่ เพราะมีการกลั่นแกล้งสารพัด ทั้งสอบจริยธรรมและอื่นๆ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ก็ดีเหมือนกันจะได้อยู่ว่างๆ หากพวกตนอยู่ว่างๆ ก็จะดำรงตำแหน่งไปจนครบ 5 ปี แต่จะมีความสุขหรือไม่ถ้าเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนี้

ถ้าอยากเห็นประเทศเป็นแบบไหน ตนคิดว่าประชาชนรับรู้รับทราบและกำหนดได้ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อว่าเขาจะเอาอย่างไรกับประเทศเรา ถ้าเขาฟังและยอมรับถอยสักก้าว ประชาชนก็จะยอมรับผลการสรรหาองค์กรอิสระ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่คิดว่าพวกตนก็ทำมาตลอดและทำอย่างเต็มที่แม้ผลออกมาจะแพ้ ก็ไม่เป็นไร ก็ขอแพ้อีกครั้งหนึ่ง เป็นจอมยุทธ์ที่แพ้ 100 ครั้งก็ได้ ชนะแค่ครั้งเดียวคือครั้งสุดท้ายก็เพียงพอ

ส่วนนายเศรณี กล่าวว่า วุฒิสภาชุดนี้เป็นทั้งคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีน้ำใจในการทำงานร่วมกัน แต่กลายเป็นสภาที่วิบัติ เป็นสภากินรวบ พับสนามเล่นและเห็นแก่ตัว ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับ สว.กลุ่มสีน้ำเงิน โดยเฉพาะ 21 คนที่เคยลงชื่อเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สว.จำนวน 138 ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. สมควรดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ ทุกคนทราบหรือไม่ ว่าชะตากรรมที่พวกตนได้รับ คือ สมุดปกดำ ซึ่งมีรายชื่อ สว.ทั้ง 21 คน ถูกแจกจ่ายไปให้กับ สว.สีน้ำเงินว่า ห้ามพูด ห้ามปฏิสัมพันธ์ ห้ามแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในกรรมาธิการทั้งสิ้น ซึ่งตำแหน่งในกรรมาธิการจะวนเวียนอยู่กับคน 30-40 คนเท่านั้น ไม่มีเวลากิน ไม่มีเวลานอน ประชุมกันทั้งวัน จนทำให้การประชุมไม่สัมฤทธิ์ผล และแปลว่า สว.ทั้ง 200 ทำงานไม่เป็นเลยหรือ เพราะการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ สว.จะเป็นกรรมาธิการสามัญได้คนละ 2 คณะ อนุกรรมาธิการอีก 2 คณะ

“ทราบหรือว่าไม่ว่าพวก สว.สีน้ำเงิน หนึ่งคนเป็นกรรมาธิการ 20 คณะ และไม่ได้ตั้งตรงตามความรู้ความสามารถ เช่น ผมอยู่กลุ่มที่ 6 พืชสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์และประมง แต่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการการเกษตร ทั้งๆ ที่ผมควรใช้ความรู้ความสามารถ มาทำงาน เพราะคงคิดว่าหากให้ผมไปอยู่แล้ว จะทำให้กรรมาธิการตัดสินใจลำบาก หรืออาจไปเป็นฝ่ายค้านในกรรมาธิการ

แม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมการธิการวิสามัญที่จะพิจารณากฎหมายและ พ.ร.บ.ต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ประมง พ.ร.บ.ลำไย พ.ร.บ.โคนม ซึ่งหลักการจะให้ประธานคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ เสนอชื่อบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งหลายครั้ง สว.อิสระถูกเสนอชื่อเข้าไปอย่างถูกต้อง แต่เมื่อรายชื่อถูกส่งไปที่วิปวุฒิสภา ชื่อเหล่านี้กลับถูกตัดออกไม่ให้เข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการ

ซึ่งถือว่าวิปวุฒิสภามีอำนาจมากในการก้าวก่ายการบริหารแผ่นดินของวุฒิสภา เพราะไม่เคยให้เกียรติประธานกรรมาธิการแต่ละคณะเลย วิปวุฒิสภาใหญ่มาก โดยเฉพาะคนชื่อวุฒิชาติ กัลยาณมิตร เลขาธิการวิปวุฒิฯ จนหลายคน เรียกวุฒิสภานี้ว่าคือสภาวุฒิชาติ ไม่ใช่วุฒิสภาแล้ว”นายเศรณีกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน