พริษฐ์ ขอ สว. ชะลอโหวตตั้ง 2 กกต.ใหม่ เสี่ยงข้อครหาประโยชน์ทับซ้อน เหตุกำลังถูกตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า การอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งได้อภิปรายเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. หยุดใช้อำนาจของตนในการตั้งคนใหม่เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในระหว่างที่คดียังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบโดย กกต.

นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้นายกฯในฐานะฝ่ายบริหาร ไม่มีอำนาจบังคับให้ สว. ดำเนินการทางใดทางหนึ่ง แต่ในเมื่อรัฐบาลประกาศชัดในคำแถลงนโยบายว่าต้องการ “ยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศ” ในมิติของการขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบ

จึงเห็นว่าการที่กลุ่มบุคคลที่กำลังถูกตรวจสอบโดยองค์กรหนึ่ง กำลังจะชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการขององค์กรดังกล่าวที่กำลังตรวจสอบตนเอง เป็นการกระทำที่เสี่ยงจะเป็นการ “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” (conflict of interest) ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระของ กกต. ในคดีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางนายกรัฐมนตรียังไม่เคยแสดงท่าทีใดๆต่อประเด็นดังกล่าว โดยในวันพรุ่งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภากำลังจะเดินหน้าพิจารณาให้ความเห็นชอบ กกต. อีกจำนวน 2 คน แทนกรรมการที่หมดวาระ หากที่ประชุม สว. ให้ความเห็นชอบกับ 2 คนที่ถูกเสนอชื่อ ก็จะทำให้ กกต. 3 จาก 7 คน เป็นบุคคลที่ได้รับความเห็นโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. โดยจะมี กกต. อีก 2 คน หมดวาระในช่วงสิ้นปี 2568

นายพริษฐ์ เสนอ 3 ข้อเรียกร้องเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประกอบด้วย

1.สว.ชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบ กกต. คนใหม่ จนกว่า กกต. จะพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการในคดีดังกล่าวเสร็จตามกระบวนการ

การเรียกร้องให้เฉพาะ สว. 130 กว่าคน ที่ถูกกล่าวหา โหวต “งดออกเสียง” หรือไม่ร่วมประชุมในวาระดังกล่าว ไม่เพียงพอ เนื่องจากการให้ความเห็นชอบ กกต. จะต้องอาศัยมติด้วยเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สว. ที่มีอยู่ ดังนั้น การ “งดออกเสียง” หรือไม่ร่วมประชุม จะทำให้บุคคลที่ถูกเสนอชื่อถูกปฏิเสธโดยทันที

2.กกต. ดำเนินการตามกระบวนการและกรอบเวลาที่ควรจะเป็น โดยไม่กระทำการใดๆที่ถูกมองว่าเป็นการ “ชะลอ” กระบวนการให้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

เนื่องจากความล่าช้าอาจถูกมองในแง่ร้ายได้โดยสังคมว่า เป็นการ “ซื้อเวลา” ให้ สว. ที่ถูกกล่าวหา ได้มีโอกาสเห็นชอบ กกต. มาแทนที่กรรมการชุดเดิม ซึ่งรวมกันทั้งหมดมี 5 จาก 7 คน ที่หมดวาระในปี 2568

นายพริษฐ์ ยังมีข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาในเชิงระบบ ดังนี้

1.การออกแบบกระบวนการในการรับรององค์กรอิสระให้ไม่ผูกขาดกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

2.การคืนสิทธิของประชาชนในการริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ หากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

3.การทบทวนวิธีการได้มาของวุฒิสภา (หากยังคงรูปแบบสองสภาไว้อยู่) ให้หลุดออกจากวิธีเลือกกันเองระหว่างผู้สมัคร ที่ซับซ้อนและขาดความยึดโยงกับประชาชน

“แม้ผมเข้าใจดีว่าคดีดังกล่าว ยังคงอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและยังไม่มีการสรุปว่ามีใครกระทำผิดหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าหาก สว. เลือกที่จะไม่ดำเนินการใดๆที่อาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน จะย่อมส่งแต่ผลดีต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อความโปร่งใสของกลไกการตรวจสอบและการทำหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองในประเทศ” นายพริษฐ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน