สงคราม แนะ ‘พิพัฒน์’ เร่งแก้ปัญหาระบบราง ชี้ปรับราคารถไฟฟ้าสายสีเขียวกระทบ 22 ล้านคนต่อปี อย่าโยนภาระขาดทุนให้คนไทยแบกรับแทน
เมื่อวันทึ่ 27 ต.ค.2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษาน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวกรณีรัฐบาลเตรียมปรับขึ้นราคาการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 3 ช่วง ได้แก่ หมอชิต-คูคต บางจาก-สมุทรปราการ และโพธิ์นิมิตร-บางหว้า รวม 36 สถานี ระยะทาง 44 กม. มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ จากอัตราเดิม 15 บาทตลอดสาย มาเป็นค่าโดยสารตามระยะทาง อัตราใหม่เริ่มต้นที่ 17 บาท และเพิ่มขึ้นตามระยะทางไม่เกิน 45 บาทว่า น่าประหลาด
ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว การลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ การที่รัฐบาลเลือกที่จะผลักภาระให้ประชาชนจึงไม่ถูกต้อง แม้รัฐจะอ้างว่าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและใช้งบประมาณสนับสนุนชดเชยส่วนต่างปีละกว่า 6,000 ล้านบาท รัฐบาลสามารถนำงบกลางมาชดเชยได้ ไม่ควรจะผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน
การดูแลประชาชนคือ หัวใจของทุกรัฐบาล ควรคิดถึงประชาชนมากกว่าคำนึงถึงกำไรขาดทุนของรถไฟฟ้า ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง รายงานว่า ปริมาณผู้โดยสารระบบรางทุกสายในกรุงเทพและปริมณฑลตลอดเดือนส.ค. มีผู้ใช้บริการระบบรางทุกสายรวม 47,689,061 คน – เที่ยว และอันดับ 1 ยังคงเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว 22,721,130 คน – เที่ยว
โดยใน 1 วัน มีผู้ใช้บริการถึง 530,402 คน – เที่ยว ดังนั้นการที่รัฐเลือกให้ประชาชนมากกว่า 22 ล้านคนมารับผิดชอบผลกำไรขาดทุน จึงเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง
นายสงคราม กล่าวอีกว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะกำกับดูแลการขนส่งทางรางทั่วประเทศ ควรหามาตรการแก้ปัญหาให้ประชาชน มากกว่าการผลักภาระขาดทุนให้ประชาชนแบกรับแทน ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง
การดำเนินการดังกล่าว สวนทางกับความเป็นจริงเมื่อรัฐต้องการแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ แต่แนวคิดนี้จะส่งผลให้การปัญหาการจราจรล้มเหลว รัฐบาลต้องเร่งแก้ แม้สายสีเขียวจะบริหารโดย กทม.แต่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งหาทางออกเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่าโยนภาระให้ประชาชนเพิ่มอีกเลย