“พท.-ปชน.” รุมสับรัฐบาล เซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ทำไทยเสียประโยชน์ ซัดมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เผย ขรก.กระทรวงทรัพย์ฯ ไม่เคยเห็นรายละเอียดร่างข้อตกลง
เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา จำนวน 3 ญัตติ เกี่ยวกับข้อตกลงที่นายกฯไปเซ็นที่มาเลเซีย 3 เรื่อง
โดย นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการพิจารณาผลกระทบจากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนาม MOU กับสหรัฐฯ ประเด็นแรร์เอิร์ธหรือแร่หายาก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทยว่า ก่อนที่รัฐบาลจะไปเซ็น MOU ประชาชนไม่เคยทราบมาก่อน แม้แต่ สส.ในสภาฯ ก็ไม่มีใครทราบเรื่องนี้มาก่อน
หากพูดถึงแร่ธาตุหายากประเทศจีนมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนไทยยังไม่มีการสำรวจจริงจัง แต่หากดูจากปริมาณแร่ธาตุที่กระจัดกระจายอยู่ในภูมิภาค ตนเชื่อว่าตัวเลขแร่ธาตุหายากที่มีอยู่ในไทยหลายแสนตันจนถึงหลายล้านตัน อาจจะเป็นสาเหตุที่สาเหตุสหรัฐฯ มาลงนามเซ็นสัญญากับไทย
ตนมองว่าการที่ไทยไปเซ็นสัญญากับสหรัฐฯ จะทำให้เกิดปัญหา เพราะประเทศที่ครองตลาดในการทำเหมือง คือ จีน ที่มีสัดส่วนถึง 70% และเรื่องการสกัดทำให้บริสุทธิ์ จีนก็ครองตลาดอยู่ถึง 90%
ดังนั้น การที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญากับสหรัฐฯ โดยให้สหรัฐฯ ได้รับสิทธิพิเศษ หากมีการสำรวจหรือการลงทุนอะไร สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์เป็นประเทศแรก และจะได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่าประเทศอื่น ทำให้ไทยเสียเปรียบสหรัฐฯ อย่างรุนแรง อีกทั้งยังกระทบกับจีน ซึ่งทำให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น
แม้ว่าขณะนี้ทางจีนยังไม่ได้แสดงท่าทีที่เด่นชัดมากในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะวันนี้ประธานาธิบดีจีนและสหรัฐฯ จะมีการพบกัน จากนั้นคงจะมาดูว่าที่ไทยและสหรัฐไปลงนามกันจะดำเนินการอย่างไร เชื่อว่าคงจะมีการตอบโต้ทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจหรือแม้กระทั่งทางทหารโดยทางอ้อม ซึ่งทำให้เราได้รับผลกระทบ
ตนมองว่าการที่ไทยไปเซ็นสัญญากับสหรัฐฯ แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่จะมีผลเสียกับมหามิตรอย่างประเทศจีน นอกจากนี้ ตนยังมองว่าจากประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาในการทำเหมือง แสดงให้เห็นชัดเจนถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่มีกัมมันตรังสี มีสารพิษตกค้าง
ส่วนที่นายกฯ ระบุว่า MOU ไม่มีผลผูกพันนั้น จะต้องดูที่เนื้อหา หากในเนื้อหามีรายละเอียด มีเงื่อนไขที่ครบถ้วนสามารถผูกพันได้ตามสัญญา MOU นั้นก็สามารถบังคับใช้ได้เช่นเดียวกันกับสนธิสัญญา และตนมองว่าภายหลังหากเห็นว่าไทยเสียเปรียบก็คงไม่สามารถยกเลิก MOU นี้ได้ และหากเทียบ MOU ระหว่างไทย-สหรัฐฯ กับสหรัฐฯ-มาเลเซีย จะเห็นชัดเจนว่าไทยเสียเปรียบมาก จึงจำเป็นต้องเร่งหาทางแก้ไขก่อนที่จะเกิดเหตุบานปลาย
เช่นเดียวกับ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาให้สภาฯ พิจารณา กรณีไทยลงนาม MOU กับสหรัฐฯ ประเด็นแรร์เอิร์ธว่า ความจริงจะไม่มีปัญหาอะไรเลยหากรัฐบาลมีความรู้และความเข้าใจเรื่องที่ตนเองกำลังจะทำ
แต่ด้วยความที่ว่ารัฐบาลไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย ทำให้เนื้อหาที่ควรจะปรากฏใน MOU ไม่ปรากฏ แต่กลับปรากฏเนื้อหาที่ไม่ควรปรากฏ คือ การช่วยประเทศไทยในการวิเคราะห์ขยายพื้นที่และพิกัดแหล่งแร่ที่สำคัญต่างๆ ในประเทศไทย ถ้อยคำนี้ทำให้ไทยมีโอกาสที่จะเสียเปรียบในอนาคต และหากเราต้องการให้สหรัฐฯ มาช่วยวิเคราะห์ จริงๆ เราสามารถทำได้ตามข้อความวรรคหนึ่ง
นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ให้สิทธิพิเศษกับสหรัฐฯ เป็นประเทศแรกนั้น รัฐมนตรีหลายคนระบุว่า แร่หายากในประเทศไทยไม่มีอยู่แล้ว เพราะไม่ได้มีการทำแร่ในประเทศไทย แต่พูดให้ชัดเจน คือ รวมถึงแร่จากเมืองต่างประเทศที่นำเข้ามายังประเทศไทยด้วย ฉะนั้น สหรัฐฯ ไม่ได้จะหาแร่เฉพาะในประเทศประเทศไทย แต่ยังต้องการเพิ่มโอกาสในการจัดการแร่สำคัญต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในประเทศไทยด้วย
“หากเปรียบ MOU แรร์เอิร์ธเป็นมวย ตอนนี้เป็นเหมือนยกแรก แต่เป็นยกแรกที่เราเพลี่ยงพล้ำไปเยอะมาก เราปล่อยให้โดนหมัดแย็บและหมัดฮุกเข้าเต็มๆ โดยที่เราไม่ได้ตั้งการ์ดหรือหลบเลย ซึ่งแตกต่างจาก MOU ที่สหรัฐฯ ลงนามกับมาเลเซีย ผมเชื่อว่าสหรัฐฯ ส่งร่างสัญญามาให้ไทยกับมาเลเซียเป็นร่างเดียวกัน
แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือเหตุใดประเทศไทยไม่มีการสกรีนปล่อยให้ถ้อยคำที่เป็นการเอื้อประโยชน์กับสหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสเพิ่มขึ้น รัฐบาลยอมเสียเปรียบตั้งแต่ยกแรก ประเทศอื่นคิดได้หมด แต่เหตุใดประเทศเราคิดไม่ได้ ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่ารัฐบาลมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ หรือที่ทำลงไปแค่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รู้เท่าไม่ทันโลกของรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น” นายภัทรพงษ์ กล่าว
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ควรจะปรากฏกลับไม่ปรากฏ นั่นคือการเพิ่มเนื้อหาในส่วนของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง โดยเฉพาะภาคเหนือที่เจอกับปัญหาน้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในเมียนมา หากรัฐบาลใส่ใจและตระหนักจะรู้ทันทีว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องเพิ่มเข้าไปใน MOU เพื่อจะใช้ประโยชน์จาก MOU ฉบับนี้มาต่อรองเจรจา มาแก้ปัญหาที่ต้นตอกับเมียนมาและจีน ในการทำเหมืองที่เมียนมา
และตนเพิ่งทราบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ไม่มีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแม้แต่คนเดียวเห็นร่าง MOU ฉบับนี้เลย ไม่มีการส่งให้กระทรวงทรัพย์ฯ ให้ความเห็นทั้งที่เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเต็มๆ
รัฐบาลไม่มีความพร้อมในการจัดการแร่แรร์เอิร์ธ สิ่งแรกที่รัฐบาลควรรู้ก่อนที่จะเซ็น MOU คือซัพพลายเชนเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่เราควรจะมีแต่เรากลับไม่มี เพราะปัจจุบันที่รัฐมีคือเป็นกลุ่มแร่ แต่ไม่ได้แยกชนิดของแรร์เอิร์ธ และข้อมูลอีกชุดคือมีบริษัทอะไร ส่งออกแรร์เอิร์ธไปยังประเทศอะไร ผ่านด่านอะไรและปริมาณเท่าไหร่
จะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้ทำการบ้านมาเลย ทำให้เราเสียเปรียบทุกทาง เพราะความไม่รู้ ไม่ใส่ใจของรัฐบาลเอง ขณะที่สหรัฐฯ ทำการบ้านมาอย่างดี นอกจากรัฐบาลจะทำให้เราเสียเปรียบ เสียโอกาสในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนจากการทำเหมืองในเมียนมา
“ผมจึงอยากเสนอไปยังรัฐบาลว่าขอให้เร่งจัดการกับกฎหมายภายในประเทศให้พร้อมออกกฎหมายลูก กฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แร่ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุพิกัดของเหมืองที่ทำแร่นั้นๆ และมาตรฐานรับรองด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะนำเข้าได้ และต้องออกกลไกในการตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุปทาน
อีกทั้งควรมีการปรับแก้พิกัดศุลกากรที่ขณะนี้เป็นพิกัดกลุ่ม และแรร์เอิร์ธมีหลายชนิดไม่ควรจำแนกเป็นกลุ่ม นอกจากนี้ ควรวางแผนการใช้ MOU ให้เกิดประโยชน์กับการเจรจาแก้ปัญหาในการทำเหมืองต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังนั้น ขอให้รัฐบาลรับข้อเสนอของสภาฯ ผมไม่อยากเห็นชื่อของรัฐมนตรีทั้งหลาย ถูกจารึกว่าเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานแย่ที่สุด” นายภัทรพงษ์ กล่าว