หากสถานการณ์พลังงานโลกยังคงผันผวนต่อเนื่อง สิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญในระยะถัดไปจะไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่อาจขยายไปสู่ต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงภาระทางการคลังของรัฐที่เพิ่มขึ้น

สัญญาณแรกที่ปรากฏคือราคาก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG ที่ประเทศไทยใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ากำลังพุ่งสูง ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ต้นทุนค่าไฟฟ้า (Ft) ในอนาคตอาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งย่อมกระทบกับทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันก็ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการจำเป็นต้องปรับตัว เสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ที่สำคัญการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลจนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ กำลังทำให้ต้นทุนทางการคลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอีกไม่นานรัฐบาลก็ต้องตัดสินใจระหว่างการตรึงราคาต่อไป หรือปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริง ซึ่งอาจจะส่งผลอย่างรุนแรงในระบบเศรษฐกิจเช่นกัน

ประเด็นเหล่านี้ ตรงกับที่ภาควิชาการและผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ได้ออกมาแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน อย่างเช่น ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ก็แสดงความกังวลต่อการแก้ปัญหาในระยะยาว เพราะมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ในปัจจุบัน ล้วนเป็นมาตรการระยะสั้น เช่น การปรับมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E20 แม้จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ทันที โดยใช้ผลผลิตของเกษตรกรในประเทศมาชดเชย แต่ในระยะยาวรัฐจะต้องแบกรับภาระต้นทุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพเช่นกัน และเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลงในอนาคต ความคุ้มค่าของมาตรการเหล่านี้ก็จะถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

อีกประเด็นที่สำคัญ คือการสร้างความเข้าใจต่อสังคมเกี่ยวกับโครงสร้างพลังงาน เพราะหากข้อมูลยังถูกตีความแบบแยกส่วน ไม่สร้างความเข้าใจให้เห็นระบบพลังงานทั้งระบบ เช่น การมองตัวเลขค่าการกลั่นหรือราคาหน้าปั๊มโดยไม่เห็นต้นทุนที่แท้จริง ก็จะเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อระบบเพิ่มขึ้น และจะทำให้การดำเนินนโยบายพลังงานยากขึ้นในทุกมิติ

มุมมองจากนักวิชาการด้านพลังงานจำนวนมากจึงสอดคล้องกันว่า วิกฤตรอบนี้กำลังเปิดให้เห็นจุดเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทย ทั้งการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และการใช้มาตรการอุดหนุนเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคา

หากยังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่คือการเผชิญปัญหาวิกฤตโครงสร้างพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานในระยะยาว

การปรับโครงสร้างพลังงานให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต ทั้งการกระจายแหล่งพลังงาน การลดความเสี่ยงจากการนำเข้า การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก และการออกแบบกลไกราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดในตอนนี้

เพราะในท้ายที่สุด วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กำลังทดสอบเพียงความสามารถในการบริหารสถานการณ์ระยะสั้น แต่กำลังวัดว่าประเทศไทยจะปรับตัวต่อโลกพลังงานที่ไม่แน่นอนได้เร็วเพียงใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน