เคยสังเกตหรือไม่ว่า ทุกวันนี้คำว่า “Fake News” หรือ “ข่าวปลอม” กลายเป็นคำที่เราเจอบ่อยขึ้นในชีวิตประจำวัน บางครั้งข่าวปลอมไม่ได้มาในรูปแบบเว็บไซต์แปลก ๆ หรือข้อความที่ดูไม่น่าเชื่อเสมอไป แต่อาจมาในรูปแบบข้อความเตือนภัยในกรุ๊ปไลน์ครอบครัว คลิปสั้นในโซเชียลที่อ้างว่าเป็นคำเตือนจากหน่วยงานรัฐ หรือภาพอินโฟกราฟิกที่มีโลโก้ ตัวเลข และภาษาทางการจนดูจริงจังพอจะทำให้หลายคนรู้สึกว่า “แชร์ไว้ก่อนดีกว่า เผื่อช่วยคนอื่นได้”

ปัญหาคือ การแชร์เพียงหนึ่งครั้งอาจเดินทางได้ไกลกว่าที่คิด โดยเฉพาะในสังคมที่อินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่า ประชาชนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปมีจำนวน 66.2 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 60.6 ล้านคน หรือ 91.5% และมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 63.5 ล้านคน หรือ 95.9% นั่นหมายความว่า ข่าวหนึ่งข่าว รูปหนึ่งรูป หรือคลิปหนึ่งคลิป สามารถวิ่งผ่านหน้าจอของผู้คนจำนวนมากได้ในเวลาไม่นาน

ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเปิดเผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย หรือ Anti Fake News Center: AFNC ว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงมีนาคม 2568 ศูนย์ฯ ได้คัดกรองข้อความแล้ว 1,172,694,555 ข้อความ มีข้อความที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบ 74,892 ข้อความ และมีเรื่องที่ได้รับการตรวจสอบทั้งหมด 19,954 เรื่อง โดยพบว่าเป็น ข่าวจริง 7,955 เรื่อง ข่าวปลอม 6,987 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2,241 เรื่อง และ ข้อมูลไม่เพียงพอ 2,771 เรื่อง จากจำนวนที่พบ สะท้อนให้เห็นว่า ‘ข่าวปลอม’ ยังคงเป็นกลุ่มเนื้อหาสำคัญที่ต้องเร่งสื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ยุค AI ทำให้ “ข่าวปลอมดูจริง” ยิ่งกว่าเดิม

หากข่าวปลอมในอดีตอาจเป็นเพียงข้อความสะกดผิด ภาพตัดต่อหยาบ ๆ หรือบทความที่ดูไม่น่าเชื่อ ข่าวปลอมในยุค AI กลับมีหน้าตาที่ต่างออกไปมาก มันอาจมาในรูปแบบภาพที่ดูสมจริง เสียงที่คล้ายคนรู้จัก คลิปวิดีโอที่เลียนแบบบุคคลสาธารณะ หรือบทความที่มีชื่อผู้เชี่ยวชาญ วันที่ ตัวเลข และแหล่งอ้างอิงที่ดูน่าเชื่อถือ

UNESCO ระบุในบทความ “AI can make mistakes: Why media literacy matters more than ever” ว่า Generative AI โดยเฉพาะ Large Language Models หรือ LLMs สามารถสร้างข้อมูลที่ฟังดูน่าเชื่อ ทั้งที่อาจแต่งขึ้นทั้งหมด เช่น คำพูดปลอม แหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง หรือสถิติที่ผิดพลาด และสิ่งที่น่ากังวลคือ ข้อมูลผิดเหล่านี้อาจถูกนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ จนเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้รับสารจะเข้าใจผิดหรือเชื่อต่อโดยไม่ตรวจสอบ

ในบริบทไทย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ก็ชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกันว่า AI เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการศึกษา การทำงาน และการสร้างสรรค์สื่อ แต่ขณะเดียวกันก็อาจถูกใช้ในทางที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด โดยเฉพาะการปลอมเสียง ปลอมคลิป หรือการไลฟ์ที่ดูเหมือนจริง จึงต้องเร่งสร้างองค์ความรู้เพื่อให้ประชาชนป้องกันภัยออนไลน์และรู้เท่าทันสื่อ AI

ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงความกังวลในระดับประเทศเท่านั้น เพราะ World Economic Forum ระบุใน Global Risks Report 2026 ว่า misinformation และ disinformation ถูกจัดเป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ในกรอบระยะเวลา 2 ปี ขณะที่ความเสี่ยงจากผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ของ AI ขยับจากอันดับ 30 ในกรอบ 2 ปี ไปสู่อันดับ 5 ในกรอบ 10 ปี

กล่าวอีกอย่างคือ ข่าวปลอมและ AI ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของโลกออนไลน์ แต่กำลังถูกมองเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่เชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงในระยะยาว

ทำไมเราถึง “เผลอ” แชร์ข่าวปลอม

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “ข่าวปลอมถูกสร้างขึ้นอย่างไร” แต่คือ “ทำไมเราถึงเผลอแชร์มันออกไป”

คำตอบหนึ่งคือ ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เล่นกับเหตุผลของเราโดยตรง แต่มักเล่นกับอารมณ์ มันทำให้เรากลัว โกรธ สงสาร ตกใจ หรือรู้สึกว่าต้องรีบทำอะไรบางอย่างทันที เมื่ออารมณ์นำหน้า เหตุผลจึงตามหลัง และปุ่มแชร์ก็มักถูกกดก่อนที่คำถามแรกจะเกิดขึ้น

UNESCO เปิดเผยผลสำรวจ “Behind the Screens” ซึ่งสำรวจครีเอเตอร์ 500 คนใน 45 ประเทศ พบว่า 62% ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มงวดและเป็นระบบก่อนแชร์ข้อมูล ขณะที่ 42% ใช้จำนวนไลก์และแชร์เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล 21% ยินดีแชร์คอนเทนต์ต่อหากได้รับมาจากเพื่อนที่ไว้ใจ และ 19% ตัดสินใจจากชื่อเสียงของผู้เขียนหรือผู้เผยแพร่ต้นทาง

แม้ผลสำรวจนี้จะศึกษาในกลุ่มครีเอเตอร์ แต่ก็สะท้อนกลไกบางอย่างที่พบได้ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ทั่วไป เพราะเราอาจเผลอเชื่อข่าวเพราะเห็นคำว่า “ด่วน” แล้วกลัวไม่ทันเหตุการณ์ เห็นข้อมูลสุขภาพแล้วอยากเตือนคนในครอบครัว เห็นเพื่อนหรือผู้ใหญ่ที่นับถือส่งมาแล้วเชื่อโดยไม่ลังเล หรือเห็นยอดไลก์ยอดแชร์จำนวนมากแล้วรู้สึกว่าข่าวนั้น “คงจริง” เพราะมีคนเชื่อเยอะ

หลายครั้งข่าวปลอมไม่ได้ถูกส่งต่อด้วยเจตนาร้าย แต่มันเดินทางด้วย “ความหวังดี” ผสมกับ “ความกลัว” และ “ความเนียน” ของข้อมูล ทำให้เรารู้สึกว่าแชร์ไว้ก่อนน่าจะปลอดภัยกว่าไม่แชร์ ทั้งที่ความหวังดีที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงให้ข้อมูลผิดเดินทางเร็วขึ้น

World Economic Forum ยังชี้ว่า ผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนมักใช้โซเชียลมีเดีย, AI, การทำ psychological profiling และปัจจัยกระตุ้นอารมณ์ เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล และความโกรธ เพื่อชักนำการรับรู้ของผู้คน เมื่อข่าวปลอมถูกออกแบบมาให้กระตุ้นอารมณ์ การรับมือจึงไม่ใช่แค่การมีข้อมูลมากขึ้น แต่ต้องมีทักษะในการหยุด ตั้งคำถาม และตรวจสอบก่อนตอบสนอง

Digital Literacy คือภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่แค่ทักษะใช้เทคโนโลยี

หลายคนอาจเข้าใจว่า Digital Literacy คือการใช้สมาร์ตโฟนเป็น ใช้แอปพลิเคชันได้ หรือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้ แต่ในยุค AI ความหมายของ Digital Literacy ต้องกว้างและลึกกว่านั้น

ในเอกสาร “หลักสูตรการเข้าใจดิจิทัลสำหรับพลเมืองไทย” ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ซึ่งอ้างคำนิยามของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า Digital Literacy คือการมีสมรรถนะในการใช้ข้อมูลเพื่อสื่อสารในสังคมดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม ตั้งแต่ความคล่องแคล่วทางเทคนิคที่จำเป็นในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ความเข้าใจสารสนเทศ การประเมินสื่อดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ ไปจนถึงการผลิตเนื้อหาและสื่อสารผ่านเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากอธิบายให้เห็นภาพง่ายขึ้น Digital Literacy คือทักษะที่ช่วยให้เรา “อยู่เป็น ใช้เป็น คิดเป็น และสื่อสารเป็น” ในโลกดิจิทัล โดยเอกสารดังกล่าวสรุปว่า การเข้าใจดิจิทัลประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึง การประเมิน การสร้าง และการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยี โดย 3 ด้านแรกเป็นกระบวนการทำงานหลัก ส่วนการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเป็นส่วนสนับสนุนให้กระบวนการเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

  1. การเข้าถึง หรือ หาแหล่งข้อมูลให้เป็น

การเข้าถึงไม่ได้หมายถึงการเปิดอินเทอร์เน็ตได้เท่านั้น แต่รวมถึงการรู้จักค้นหาข้อมูล เลือกใช้เครื่องมือค้นหา และเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม และตรงกับความต้องการ ตามคำอธิบายรายวิชา “การเข้าถึงดิจิทัล” ในหลักสูตรของ สดช. ผู้เรียนควรรู้พื้นฐานของข้อมูลและสารสนเทศ ใช้เครื่องมือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ใช้ Search Engine ค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามจริยธรรม

ตัวอย่าง เช่น เมื่อเห็นข่าวว่า “มีมาตรการรัฐเปิดให้ลงทะเบียนรับเงินด่วน” คนที่มีทักษะการเข้าถึงดิจิทัลจะไม่กดลิงก์ทันที แต่จะค้นหาจากเว็บไซต์หน่วยงานรัฐเจ้าของเรื่อง หรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมก่อนว่ามีประกาศจริงหรือไม่

  1. การประเมิน แยกให้ออกว่าอะไรจริง อะไรน่าสงสัย

การประเมินคือหัวใจสำคัญของการรับมือข่าวปลอม เพราะโลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลหลายรูปแบบ ทั้งข่าวจริง ข่าวบิดเบือน ความคิดเห็น โฆษณา และคอนเทนต์ที่ถูกสร้างให้ดูน่าเชื่อถือ ในหลักสูตรของ สดช. รายวิชา “การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ” เน้นการวิเคราะห์ วิพากษ์ ตีความ ประเมินผล แยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น ประเมินคุณค่าของสื่อและสารสนเทศ รวมถึงการรู้เท่าทันข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อ

ตัวอย่าง เช่น เมื่อเห็นคลิปสั้นอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ล่าสุด คนที่มีทักษะการประเมินจะตรวจสอบวันที่ แหล่งที่มา บริบทของคลิป และดูว่ามีสำนักข่าวหรือหน่วยงานทางการรายงานตรงกันหรือไม่ ก่อนจะเชื่อหรือแชร์ต่อ

  1. การสร้าง ผลิตและส่งต่อข้อมูลอย่างรับผิดชอบ

Digital Literacy ไม่ได้ครอบคลุมแค่การรับข้อมูล แต่รวมถึงการสร้างข้อมูลและเนื้อหาดิจิทัลด้วย เอกสารของ สดช. ระบุว่า การเข้าใจดิจิทัลเกี่ยวข้องกับการสร้างข้อมูล สารสนเทศ และสื่อได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ไม่ละเมิดกฎหมาย และมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง เช่น หากต้องการทำโพสต์เตือนภัยออนไลน์ คนที่มี Digital Literacy จะอ้างอิงแหล่งข้อมูลชัดเจน ไม่ใช้ภาพที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่พาดหัวเกินจริง และไม่ตัดทอนข้อมูลจนทำให้คนเข้าใจผิด

  1. การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยี ใช้ให้ปลอดภัยและเหมาะสม

การใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนสนับสนุนให้การเข้าถึง ประเมิน และสร้างข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่แค่การใช้อุปกรณ์ได้ แต่ต้องใช้ด้วยความปลอดภัย รู้เท่าทันความเสี่ยง และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น หลักสูตรของ สดช. จึงมีรายวิชาเกี่ยวกับความปลอดภัยยุคดิจิทัล ซึ่งเน้นการเรียนรู้ภัยจากผู้ไม่ประสงค์ดีในอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคามและรับมือกับอันตรายในยุคดิจิทัล

ตัวอย่าง เช่น เมื่อได้รับข้อความแนบลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว คนที่มีทักษะด้านนี้จะตรวจสอบ URL ก่อน ไม่กรอกข้อมูลสำคัญผ่านลิงก์ที่ไม่รู้ที่มา และระวังข้อความที่อ้างหน่วยงานรัฐหรือธนาคารเพื่อหลอกเอาข้อมูล

เมื่อนำมามองในบริบทของข่าวปลอม Digital Literacy จึงเป็นเหมือน “ภูมิคุ้มกันก่อนเชื่อ ก่อนแชร์” เพราะช่วยให้เราไม่หยุดอยู่แค่การเห็นข้อมูลบนหน้าจอ แต่รู้จักค้นหาแหล่งที่มา ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ แยกแยะข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น ประเมินผลกระทบของข้อมูล และตัดสินใจก่อนส่งต่ออย่างรับผิดชอบ

ก่อนแชร์ ลองเช็กตัวเองด้วย 6 คำถาม

การหยุดข่าวปลอมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเครื่องมือซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการถามตัวเองให้ช้าลงอีกนิด โดย World Economic Forum เสนอว่า การสร้างภูมิคุ้มกันต่อข้อมูลบิดเบือนควรมาจากการศึกษาและการฝึกให้ผู้คนประเมินคำถามพื้นฐาน 6 ข้อ ได้แก่

1.ใครกำลังพยายามสื่อสารกับเรา และเขาเป็นใคร

2.เขาพบเราหรือส่งสารมาถึงเราได้อย่างไร และเพราะอะไร

3.เขาได้ประโยชน์อะไรจากการสื่อสารนี้

4.เราตรวจสอบความถูกต้องของข้อความนี้ได้หรือไม่

5.หากเราเชื่อข้อความนี้ เราเสี่ยงได้รับความเสียหายหรือไม่

6.หากเราส่งต่อ เราอาจสร้างความเสี่ยงหรือความเสียหายให้ผู้อื่นหรือไม่

คำถามเหล่านี้อาจดูเรียบง่าย แต่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “เห็นแล้วแชร์” เป็น “เห็นแล้วเช็ก” และทำให้เรามีเวลาพอจะหยุดวงจรข่าวปลอมก่อนที่มันจะเดินทางต่อ

หยุดวงจรข่าวปลอมด้วย 5 ขั้นตอน หยุด-เช็ก-เทียบ-ถาม-ไม่รีบกดแชร์

เมื่อรู้ตัวว่าเนื้อหาที่เห็นอาจเข้าข่ายข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือน เราสามารถเบรกตัวเองก่อนส่งต่อได้ด้วย 5 ขั้นตอน

  1. หยุด เมื่อเจอข่าวที่กระตุ้นอารมณ์มากเป็นพิเศษ เช่น “ด่วนมาก” “แชร์ต่อก่อนถูกลบ” “เรื่องลับที่รัฐไม่บอก” หรือคำเตือนที่ทำให้กลัวทันที ให้หยุดก่อนสักครู่ เพราะข่าวที่เร่งให้รีบแชร์ มักเป็นข่าวที่ควรตรวจสอบมากที่สุด
  2. เช็ก ดูว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ข่าว แหล่งที่มาเป็นหน่วยงานจริงหรือไม่ เว็บไซต์สะกดถูกต้องหรือเปล่า มีวันที่เผยแพร่ชัดเจนไหม ภาพหรือคลิปมีบริบทครบถ้วน หรือถูกตัดมาเพียงบางส่วน
  3. เทียบ นำข้อมูลไปเทียบกับแหล่งทางการ เช่น เว็บไซต์หน่วยงานรัฐ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย หน่วยงานเจ้าของเรื่องโดยตรง หรือองค์กรสากลที่น่าเชื่อถือ เช่น UNESCO, WHO หรือ World Economic Forum แล้วดูว่าข้อมูลตรงกันหรือไม่
  4. ถาม ถามตัวเองว่า ข่าวนี้ต้องการให้เรารู้สึกอะไร ต้องการให้กลัว โกรธ เกลียด รีบตัดสินใจ หรือรีบส่งต่อหรือไม่ หากคำตอบคือใช่ ยิ่งต้องชะลอการแชร์
  5. ไม่รีบกดแชร์ แชร์เฉพาะเมื่อมั่นใจว่าข้อมูลถูกต้อง มีแหล่งที่มาชัดเจน และไม่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด หากยังไม่แน่ใจ การไม่แชร์ก็เป็นการรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน

UNESCO เองก็เสนอทิศทางที่สอดคล้องกันว่า Media and Information Literacy เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็น โดยทุกคนสามารถเริ่มจากการหยุดก่อนแชร์ ตั้งคำถามกับแหล่งที่มา เปิดรับข้อมูลจากหลายแหล่ง และเรียนรู้ว่า AI ทำงานอย่างไร เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและสร้างความไว้วางใจในสังคมกลับคืนมา

ข่าวปลอมไม่ได้หยุดได้ด้วยคนใดคนหนึ่ง แต่หยุดได้เมื่อผู้ใช้จำนวนมากเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกัน จาก “เห็นแล้วแชร์” เป็น “เห็นแล้วเช็ก” จาก “คนส่งมาน่าเชื่อ” เป็น “แหล่งข้อมูลน่าเชื่อหรือไม่” และจาก “แชร์ไว้ก่อน” เป็น “ไม่แน่ใจจึงยังไม่ส่งต่อ”

ในโลกที่ข้อมูลเดินทางเร็ว ความรอบคอบอาจดูเหมือนช้า แต่ความช้านั้นเองคือภูมิคุ้มกันที่ทำให้สังคมปลอดภัยขึ้น

จากรู้เท่าทันข่าวปลอม สู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลกับ EDC Plus

เมื่อข่าวปลอมพัฒนาเร็วขึ้น เทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น และ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยจึงไม่ควรเป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่ควรเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA จึงเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ด้าน Digital Literacy ผ่านโครงการ ETDA Digital Citizen หรือ EDC ที่มุ่งยกระดับความรู้ ความตระหนัก และทักษะการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ มั่นคงปลอดภัย และรู้เท่าทันโลกออนไลน์ โดยต่อยอดการเรียนรู้ในรูปแบบ e-Learning ร่วมกับ EDC Trainer เพื่อให้เหมาะกับผู้เรียนตั้งแต่ระดับเยาวชนขึ้นไปและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

จากฐานความรู้ดังกล่าว ETDA ยังได้พัฒนาหลักสูตร EDC Plus ซึ่งเป็นหลักสูตรฉบับปรับปรุงใหม่จาก EDC เดิม ให้ทันกับพฤติกรรมผู้ใช้งานเทคโนโลยีและสื่อสังคมดิจิทัล รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น AI การดูแลข้อมูลส่วนบุคคล Digital ID มารยาทในโลกดิจิทัล และลิขสิทธิ์ออนไลน์ เพื่อช่วยให้คนไทยเรียนรู้ทักษะดิจิทัลที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในยุคใหม่

เพราะในท้ายที่สุด การหยุดวงจรข่าวปลอมไม่ได้เริ่มจากการมีเครื่องมือที่ดีที่สุด แต่อาจเริ่มจากคนธรรมดาที่มีทักษะพอจะหยุดคิดก่อนแชร์ และกล้าพอจะบอกตัวเองว่า “ยังไม่แน่ใจ จึงยังไม่ส่งต่อ”

ในวันที่ AI ทำให้ข่าวปลอมดูจริงขึ้น Digital Literacy จึงไม่ใช่ทักษะเสริม แต่เป็นภูมิคุ้มกันพื้นฐานของทุกคน และ EDC Plus คือหนึ่งในเส้นทางที่ช่วยให้คนไทยเติบโตไปกับโลกดิจิทัลอย่างมั่นใจ ปลอดภัย และรู้เท่าทันกว่าเดิม

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

National Statistical Office, “การใช้ ICT ของประชาชน ในประเทศไทย ปี 2568 (ไตรมาส 2),” 2025, accessed May 13, 2026, https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2025/20250903131427_81996.pdf

Ministry of Digital Economy and Society, “ดีอี เผยสถิติ สแกน ‘เฟคนิวส์’ 1.17 พันล้านข้อความ พร้อมแจ้งเตือนข่าวปลอม-บิดเบือน ปชช.แล้วกว่า 10,000 เรื่อง,” April 7, 2025, accessed May 13, 2026, https://www.mdes.go.th/news/detail/9362-ดีอี-เผยสถิติ-สแกน–เฟคนิวส์–1-17-พันล้านข้อความ-พร้อมแจ้งเตือนข่าวปลอม-บิดเบือน-ปชช-แล้วกว่า-10-000-เรื่อง

UNESCO, “AI can make mistakes: Why media literacy matters more than ever,” October 24, 2025, accessed May 13, 2026, https://www.unesco.org/en/articles/ai-can-make-mistakes-why-media-literacy-matters-more-ever

Thai Media Fund, “กองทุนพัฒนาสื่อฯ เร่งสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางสื่อ’ เผยบทสรุป เสวนาสัญจร ‘รู้จัก รู้ใช้ รู้ทัน รู้รอบสื่อ AI’ ทั้ง 5 ภูมิภาค ต่อยอดองค์ความรู้ ยกระดับแนวทางป้องกันภัยจากสื่อ AI พร้อมระดมความเห็นผู้เชี่ยวชาญจากทุกด้าน,” March 29, 2025, accessed May 13, 2026, https://www.thaimediafund.or.th/2025/03/29/กองทุนพัฒนาสื่อฯ-เร่งสร/

World Economic Forum, “The Global Risks Report 2026,” January 14, 2026, accessed May 13, 2026, https://www.weforum.org/publications/global-risks-report-2026/digest/

UNESCO, “2/3 of digital content creators do not check their facts before sharing, but want to learn how to do so (UNESCO survey),” November 26, 2024, accessed May 13, 2026, https://www.unesco.org/en/articles/2/3-digital-content-creators-do-not-check-their-facts-sharing-want-learn-how-do-so-unesco-survey

National Digital Economy and Society Commission, Ministry of Digital Economy and Society, “หลักสูตรการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) สำหรับพลเมืองไทย,” 2018, accessed May 13, 2026, https://itm.eg.mahidol.ac.th/itm/wp-content/uploads/2020/04/MDES-ONDE-Digital-Literacy-หลักสูตรการเข้าใจดิจิทัลสำหรับพลเมืองไทย.pdf

World Economic Forum, “Cognitive manipulation and AI will shape disinformation in 2026. Here’s how to build resilience,” March 12, 2026, accessed May 13, 2026, https://www.weforum.org/stories/2026/03/how-cognitive-manipulation-and-ai-will-shape-disinformation-in-2026/

Electronic Transactions Development Agency, “e-Learning,” n.d., accessed May 13, 2026, https://www.etda.or.th/th/Our-Service/edc/e-Learning.aspx

Electronic Transactions Development Agency, “ETDA Digital Citizen (EDC),” n.d., accessed May 13, 2026, https://www.etda.or.th/th/Our-Service/DigitalWorkforce/edc.aspx

Electronic Transactions Development Agency, “ETDA เปิดตัวหลักสูตรใหม่ ‘EDC Plus’ เพื่อคนไทยรู้เท่าทันโลกยุคดิจิทัลแบบสร้างสรรค์ เรียนรู้ฟรี! ผ่าน DSD Online Training,” August 16, 2024, accessed May 13, 2026, https://www.etda.or.th/th/pr-news/EDC_Plus_Launch.aspx

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน