ม.เกษตร เปิดงานเสวนาเชิงวิชาการยกระดับรายได้เกษตรกร จากนโยบาย NET ZERO CARBON สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัย เชื่อมกลางโซ่คุณค่าสินค้าเกษตร-อาหาร เพิ่มมูลค่าจากแปลงเกษตรสู่ตลาดโลก เปลี่ยนคาร์บอนต่ำเป็นรายได้ใหม่เกษตรกรไทย

เมื่อเวลา 08.30 วันที่ 9 มิ.ย. ที่ห้อง EC5205 ชั้น 2 อาคาร 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รศ.ดร.กุลภา กุลดิลก คณะบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร.ธนาภรณ์ อธิปัญญากุล ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยวิทยากร

นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.รัศมี สิมมา ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร นายชัยโรจน์ ธรรมรัตน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการยางและถุงมือยาง ดร.กิตติ์โสภณ ธนินสิริพิทยา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมาตรฐานคาร์บอนเครดิต

โดยมีผู้เข้าร่วม รศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้สนใจเข้าร่วมงานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “การยกระดับรายได้เกษตรกรจากนโยบาย Net Zero Carbon: บทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”

มีเป้าหมายอธิบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ของประเทศจะเกิดผลอย่างแท้จริงได้ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหารทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตในแปลง การจัดการหลังเก็บเกี่ยว การแปรรูป การตรวจวัด การรับรองมาตรฐาน การเงินสีเขียว ไปจนถึงตลาดผู้บริโภคและตลาดส่งออก

โดยดร.ดำรงค์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางด้าน Net Zero ภาคเกษตร เชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย ภาคเอกชน และเกษตรกร โดยเฉพาะการพัฒนาระบบข้อมูล ใช้กลไกการตรวจวัด ประเมิน และรับรองข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรแบบจำเพาะเจาะจงระบบ MRV ต้นแบบรายพืช และโมเดลธุรกิจที่ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จริง

รวมถึงการวิจัยเชิงปฏิบัติการในการกำหนดรูปแบบ และกลไกการสร้างสินทรัพย์ให้กับเกษตรกรรายย่อย เพื่อยกระดับรายได้ ในแต่ละพื้นที่ที่มีปัจจัยสนับสนุนความแตกต่างกันด้านปัจจัยสนับสนุน
บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงอยู่ตรงกลางของโซ่คุณค่าทำหน้าที่แปลงองค์ความรู้ทางวิชาการให้เป็นเครื่องมือปฏิบัติ

เช่น ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะพืช ฐานข้อมูลภาคสนาม วิธีคำนวณคาร์บอนเครดิต ระบบรับรองที่น่าเชื่อถือ และแนวทางลดต้นทุนการเข้าถึงมาตรฐานสำหรับเกษตรกรรายย่อย

“โดยเฉพาะช่วงในปลายน้ำ ตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าเกษตรที่ดูเฉพาะราคาและปริมาณ ไปสู่การซื้อสินค้าที่พิสูจน์ได้ว่ามีความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ มีความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต้องเอากลับมาเท่านั้น

นั่นคือการพัฒนาองค์ความรู้ทางเกษตรคาร์บอนต่ำ ยกอย่างการปลูกยางดูดก๊าซดังกล่าวได้ 4 ไร่ต่อปี ม.เกษตร มีองค์ความรู้ ต้องการถ่ายถอดสู่ประชาชน และสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิตต่อไป” รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว

ด้านนายอำนวย กล่าวว่า หัวข้อจุดเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์อ้อยไทย นั้น Net Zero ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนอุปสรรคของการทำไร่อ้อย”ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ใหม่” ของเกษตรกร การทำไร่อ้อยคาร์บอนต่ำสามารถช่วยลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน และต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิตหรือแหล่งทุนสีเขียวได้

ในมุมนี้ อ้อยจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนระบบผลิตจากเดิมที่เกษตรกรพึ่งพารายได้จากผลผลิตเพียงทางเดียว ไปสู่รายได้หลายทาง ได้แก่ รายได้จากผลผลิตอ้อย รายได้จากคาร์บอนเครดิต โอกาสเข้าถึง Green Funding และโอกาสเข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่ต้องการวัตถุดิบคาร์บอนต่ำ

เมื่อการผลิตในแปลงเริ่มเปลี่ยนผ่าน โจทย์ถัดมาคือทำอย่างไรให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าสู่ระบบคาร์บอนต่ำได้จริง ไม่ถูกกีดกันด้วยต้นทุนการตรวจวัด การรับรอง และการจัดการข้อมูลที่สูงเกินไป การรวมกลุ่มผ่าน สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร

เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่มอำนาจต่อรอง และทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี แหล่งทุน และตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในพืชที่ต้องใช้การลงทุนสูง เช่น อ้อย ซึ่งต้องการเครื่องจักร ระบบจัดการไร่ และการปรับรูปแบบการเก็บเกี่ยวเพื่อลดการเผา

ด้านรศ.ดร.กุลภา กล่าวว่า การจัดเสวนา ม.เกษตรฯ จะเป็นเป็นแพลตฟอร์มกลาง หรือเป็นสื่อกลางเชื่อมโยง สถาบัน ภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร แลกเปลี่ยนมุมมอง นโยบายทำการฝึกฝนเชิงปฏิบัติ ให้เกษตรกรนำไปใช้ได้จริงเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน สร้างความสามารถการดำเนินการดังกล่าง อย่าง ม.เกษตร มีสาระสำคัญเด่นเรื่อการเรียนการสอน การวิจัย การช่วยเหลือสังคม ผลักดันนิสิตมีความรู้ในเรื่องการลดคาร์บอน

ขณะเดียวกันทุกคณะก็ร่วมกันทำวิจัยด้านต่างๆ เครื่องมือ อาทิ คณะเกษตร คณะวนศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร และคณะเศรษฐศาสตร์ จึงสามารถฝึกอบรม ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกร ให้มีความรู้ต่อยอดเรื่องดังกล่าวต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน