กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมชลประทาน และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมมือขับเคลื่อนการประชุม Project Board คณะกรรมการกำกับโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ครั้งที่ 5 (1/2569) ณ ห้องประชุมธารทิพย์ กรมชลประทาน สามเสน โดยมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายธเนศ ดิษฐปัญญา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา ผู้แทนกรมชลประทาน และ คุณนีฟ คอลิเออร์ สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย ร่วมวางแนวทางปรับแผนงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรลุ่มน้ำยมน่าน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้มีการหารือเกี่ยวกับ 4 หัวข้อ แบ่งเป็นผลผลิต 3 ข้อ และแผนขยายโครงการอีก 1 ข้อ

ผลผลิตที่ 1 การเร่งระบบพยากรณ์อากาศและเทคโนโลยีข้อมูล
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับกรมชลประทาน ได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอากาศและระดับน้ำในสนามเสร็จสิ้นแล้วทั้งหมด การวางรากฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยีมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบเทียบ (Calibration) และเตรียมตรวจรับสถานี พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศและพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้เกษตรกรใช้วางแผนเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลผลิตที่ 2 ประตูระบายน้ำคลองเหมืองช้างเสร็จสมบูรณ์ เตรียมลุยมาตรการ EbA ปลายปี
กรมชลประทาน ได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) คลองเหมืองช้าง ทั้ง 2 แห่ง ในอำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย (ตำบลไกรนอก และตำบลไกรกลาง) มุ่งเน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำ ปัจจุบันโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน เสร็จสมบูรณ์ครบ 100% แล้ว โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการถ่ายโอนสินทรัพย์ให้กรมชลประทานบริหารจัดการต่อไป
นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ออกแบบมาตรการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (EbA) เพื่อเตรียมดำเนินงานก่อสร้างมาตรการ EbA และการปรับปรุงตลิ่งตามแนวทางธรรมชาติอีก 3 แห่ง ได้แก่ บึงโจน, บึงกล้วย และคลองเมม ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 นี้

ผลผลิตที่ 3 การติดตั้งเกษตรอัจฉริยะ (IoT) ควบคู่การดูแลอุปกรณ์ขนาดเล็ก
ได้ติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์และระบบ IoT ในแปลงเกษตรอัจฉริยะเสร็จสิ้นตามสัญญา พร้อมจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกร (FFS) เพื่อถ่ายทอดความรู้ และเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงานส่งเสริมในระดับแปลงเพาะปลูก ซึ่งที่ประชุมได้หารือปรับแนวทางในกิจกรรมจัดหาและส่งมอบอุปกรณ์การเกษตรขนาดเล็ก โดยคณะกรรมการมีมติ UNDP เป็นผู้ดูแลและดำเนินการจัดหาพร้อมส่งมอบอุปกรณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายได้อย่างทันท่วงที
ในทำนองเดียวกัน ที่ประชุมได้ลงความเห็นเกี่ยวกับการขยายเวลาโครงการ 12 เดือน เติมเต็มประโยชน์สู่ชุมชน
เพื่อให้ภาพรวมโครงการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด คณะทำงานเตรียมประสานกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการออกไปอีก 12 เดือน โดยไม่มีการขอเพิ่มงบประมาณ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้มีเวลาติดตาม ประเมินผล และพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการน้ำและนวัตกรรมธรรมชาติต่างๆ พร้อมเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นร่วมเรียนรู้และปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน
ความร่วมมือเชิงรุกในครั้งนี้ ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรใน 24 ตำบลจาก 3 จังหวัด (พิษณุโลก, สุโขทัย, อุตรดิตถ์) ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน