ยกระดับ ข้าวไทย กรมการข้าว ชูยุทธศาสตร์ใหม่ ดัน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” อาสาเป็น “ตัวเชื่อม” ทุกมิติ มุ่งสร้างความยั่งยืนให้ชาวนากำหนดอนาคตตนเอง
ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนการผลิตและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก “กรมการข้าว” ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ ยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แบบครบวงจร
ชูแนวคิด “ตลาดนำการผลิต” มุ่งเน้นกลุ่มข้าวสุขภาพและข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมดึงเทคโนโลยี Big Data ขับเคลื่อนนโยบายระดับครัวเรือน โดยอธิบดีกรมการข้าวย้ำชัด พร้อมเป็น “ตัวเชื่อม” ให้เกษตรกรในทุกมิติ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาไทยสามารถกำหนดอนาคตและสร้างรายได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้ภาคการเกษตรกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน เกษตรกรต้องรับภาระต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยด้านพลังงานและค่าแรงงาน
ในขณะเดียวกัน การกำหนดราคาสินค้าในตลาดโลกเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากประเทศคู่แข่งมีการพัฒนาศักยภาพอย่างก้าวกระโดด ทำให้การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรง ประกอบกับวิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้ภัยแล้งและอุทกภัยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและถี่ขึ้น
“หากเกษตรกรยังคงใช้วิธีการผลิตและรูปแบบการทำนาเช่นเดิม จะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ในขณะที่โลกกำลังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กรมการข้าวจึงต้องเร่งปรับตัวและกำหนดทิศทางใหม่” นายอานนท์ กล่าว
ยุทธศาสตร์ใหม่: บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร
เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง กรมการข้าวจึงได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานสำหรับทศวรรษหน้า โดยบูรณาการการทำงานระหว่าง “งานวิจัย” และ “การส่งเสริม” เข้าด้วยกัน มุ่งบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ การจัดการน้ำและปุ๋ย การดูแลแปลงนา การเก็บเกี่ยวและลดความชื้น ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปและการทำตลาด
แนวทางดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการ “ตลาดนำการผลิต” โดยจากการศึกษาความต้องการของตลาดสากลพบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีความยินดีที่จะจ่ายในราคาสูงขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าเพิ่ม เช่น “ข้าวเพื่อสุขภาพและโภชนาการ” (Functional Food) รวมถึง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก
ขับเคลื่อนโครงการ “ข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่” สู่ราคาที่เป็นธรรม
เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม กรมการข้าวได้ดำเนินโครงการ “ข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่” ผ่านการกำกับดูแลและสนับสนุนเกษตรกรอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนการผลิต ได้แก่:
การบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์: จัดเตรียมและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพนิเวศของแต่ละพื้นที่
การสนับสนุนเทคโนโลยี: เชื่อมโยงบริการเครื่องจักรกลการเกษตร (Service Provider) เพื่อลดต้นทุนแก่เกษตรกรที่ขาดแคลนเครื่องมือ
การประสานเครือข่ายธุรกิจ: บูรณาการความร่วมมือกับโรงสีขนาดเล็กและขนาดกลางที่เข้าร่วมโครงการ
การควบคุมมาตรฐาน: มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ถึงแหล่งกำเนิด และใช้เทคโนโลยีลดความชื้นที่เหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างสูงสุด
การดำเนินงานในรูปแบบนี้จะสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้นอย่างเป็นธรรม สร้างประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win Solution) แก่ทุกภาคส่วน ทั้งผู้รวบรวม ผู้ประกอบการโรงสี และเกษตรกร
ผสาน Big Data ต่อยอดนวัตกรรม ยุติแนวทางเหมารวม
ในด้านการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว มีเป้าหมายในการต่อยอดข้าวสารสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเชิงนวัตกรรม เช่น เวชสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สกัดจากสารสำคัญในข้าว
ที่สำคัญ กรมการข้าวได้ประกาศยกเลิกการใช้นโยบายแบบเหมารวม โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม และ GISTDA ในการนำระบบฐานข้อมูล (Big Data) แบบเรียลไทม์มาใช้ประเมินความต้องการของเกษตรกรในระดับ “รายครัวเรือน” ซึ่งจะช่วยให้การส่งมอบองค์ความรู้ การบริหารจัดการน้ำ-ดิน และการเลือกใช้เทคโนโลยี มีความแม่นยำและตรงจุดสูงสุด
นโยบายการปรับเปลี่ยนพืชและเตรียมพร้อมด้านเมล็ดพันธุ์
นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นตามความสมัครใจ โดยมีเป้าหมาย 1 ล้านไร่ เพื่อลดอุปทานข้าวที่เกินความต้องการของตลาดและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นการปลูกพืชที่มีตลาดรองรับชัดเจน
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านเมล็ดพันธุ์ในฤดูกาลปลูกปี 2569/70 กรมฯ ได้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้อย่างเพียงพอ ครอบคลุมทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมไทย ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว และข้าวสี ผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสูงสุด: อาสาเป็น “ตัวเชื่อม” ให้เกษตรกรกำหนดอนาคตตนเองอย่างยั่งยืน
อธิบดีกรมการข้าว ได้เน้นย้ำในประเด็นสำคัญที่สุดว่า เป้าหมายที่แท้จริงของหน่วยงานไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือแบบต้องพึ่งพากันตลอดไป แต่ กรมการข้าวจะทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ให้กับเกษตรกรในทุกด้านและทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยี หรือการตลาด เพื่อเข้าไปอุดรอยรั่วและเติมเต็มศักยภาพให้ชาวนาแข็งแกร่ง และพร้อมส่งต่อความรู้เหล่านั้นให้แก่เกษตรกรกลุ่มอื่นต่อไป
“อนาคตของชาวนาไทยไม่ได้อยู่ที่การคาดเดา แต่อยู่ที่การเปิดใจร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ แม้จะเริ่มต้นจากกลุ่มย่อย แต่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเกษตรกรไทยสามารถผลิตข้าวคุณภาพสูงได้จริง และเมื่อกรมการข้าวได้เข้าไปเป็นตัวเชื่อมที่สมบูรณ์แบบ เกษตรกรจะเกิดความภาคภูมิใจในฐานะผู้ผลิตสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งจะส่งผลให้อนาคตและรายได้ที่มั่นคง… เป็นสิ่งที่ชาวนาสามารถ ‘กำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างยั่งยืน’ อย่างแท้จริง” นายอานนท์ กล่าวสรุป
