พนักงานกำลังปรับตั้งค่าพารามิเตอร์ของหุ่นยนต์เชื่อมแบบทำงานร่วมกับมนุษย์
(ภาพ: Harbin Electric Machinery Works)
ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีอัจฉริยะที่กำลังพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรม โรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าขนาดใหญ่ในมณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน กำลังเร่งปรับตัวสู่การผลิตอัจฉริยะ โดยนำหุ่นยนต์เชื่อมแบบทำงานร่วมกับมนุษย์ (Collaborative Robot) มาใช้ในสายการผลิต ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
โรงงานดังกล่าวคือสาขางานขึ้นรูปเย็นของบริษัท Harbin Electric Machinery Works ซึ่งรับผิดชอบการเชื่อมชิ้นส่วนสำคัญสำหรับอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานนิวเคลียร์ ในอดีต งานเชื่อมทั้งหมดต้องอาศัยแรงงานคน โดยช่างเชื่อมต้องสวมชุดป้องกันความร้อนและทำงานใกล้ชิ้นงานที่มีอุณหภูมิสูงถึง 150 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าและควบคุมคุณภาพงานได้ยาก
เมื่อปี 2023 โรงงานเริ่มนำหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะเข้ามาใช้ แต่การปรับใช้งานไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากชิ้นส่วนสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำส่วนใหญ่เป็นงานสั่งผลิตเฉพาะ ไม่มีโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกโครงการ วิศวกรและช่างเชื่อมจึงต้องร่วมมือกับผู้ผลิตหุ่นยนต์ แปลงองค์ความรู้ด้านการเชื่อม เช่น รูปแบบการเดินแนวเชื่อม อัตราป้อนลวด และความเร็วในการเคลื่อนหัวเชื่อม ให้กลายเป็นภาษาที่หุ่นยนต์เข้าใจได้

สายการผลิตภายในโรงงาน (ภาพ: Harbin Electric Machinery Works)
นายหลิว หัวหน้าทีมเชื่อมอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประสิทธิภาพการเชื่อมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมช่างเชื่อมหนึ่งคนใช้ลวดเชื่อมได้เพียง 25-30 กิโลกรัมต่อวัน ขณะที่หุ่นยนต์หนึ่งตัวสามารถใช้ลวดเชื่อมได้มากกว่า 50 กิโลกรัมในช่วงเวลาเดียวกัน ปัจจุบันโรงงานแห่งใหม่ที่เปิดใช้งานเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ติดตั้งหุ่นยนต์เชื่อมแล้ว 30 ตัว
การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะยังช่วยกระตุ้นให้พนักงานพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น โดยพนักงานจำนวนมากสมัครเรียนการเขียนโปรแกรมและแข่งขันกันเพื่อรับหน้าที่ควบคุมหุ่นยนต์ ขณะเดียวกัน บริษัทได้จัดตั้งระบบรางวัลสำหรับผู้คิดค้นนวัตกรรมและพัฒนาเทคนิคการเชื่อมใหม่ ๆ
ขณะนี้ นายหลิวยังอยู่ระหว่างยื่นจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์สำหรับ “วิธีการเชื่อมแบบปรับตัวอัตโนมัติ” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทตลอดกระบวนการ เขากล่าวว่า ในอดีตสิทธิบัตรดูเหมือนเป็นเรื่องของนักวิจัยเท่านั้น แต่ปัจจุบันแรงงานในสายการผลิตก็สามารถเปลี่ยนประสบการณ์และไอเดียของตนให้กลายเป็นนวัตกรรมได้เช่นกัน
ที่มา People’s Daily