NIA เปิดเกม “ปีแห่งการลงทุน” ดันสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีโลก ชู AI–AgTech-FoodTech–HealthTech–Climate Tech เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ดร.กริชผกา เผยกลางเวที SITE 2026 ไทยมีสตาร์ตอัป Active Investment กว่า 300 บริษัท FoodTech นำโด่ง 265 ราย พร้อมปรับบทบาท NIA จากผู้ให้ทุนสู่ Co-investor ปลดล็อกการเติบโตสู่ระดับโลก

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนสตาร์ตอัปไทยในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ชี้ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการสร้างไอเดียและสนับสนุนทุนระยะเริ่มต้น ไปสู่การดึงดูดการลงทุน การขยายธุรกิจ และการสร้างสตาร์ตอัประดับโลกจากประเทศไทย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวในงาน SITE 2026 ว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสตาร์ตอัปที่ยังมีความเคลื่อนไหวและได้รับการลงทุน หรือ Active Investment ประมาณ 300 บริษัท สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีฐานผู้ประกอบการนวัตกรรมที่พร้อมเติบโต หากสามารถเชื่อมโยงทุน ตลาด เทคโนโลยี และพันธมิตรได้อย่างเป็นระบบ

NIA ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนสตาร์ตอัปใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีศักยภาพและสามารถต่อยอดเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ Agriculture and Food, Medical Health and Wellness, Energy Environment and EV, AI and Semiconductor และ Creative and Culture

ในกลุ่ม AgTech ปัจจุบันมีสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี การจัดการ และอุปกรณ์รวม 66 ราย โดยมีจุดแข็งจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสมุนไพรของไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรม ขณะที่กลุ่ม FoodTech ถือเป็นหนึ่งในสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีสตาร์ตอัปถึง 265 ราย ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมโภชนาการ โปรตีนทางเลือก ความปลอดภัยทางอาหาร ไปจนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ด้าน HealthTech มีสตาร์ตอัป 113 ราย โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน แพลตฟอร์มพบแพทย์ออนไลน์ การวินิจฉัยโรค และการนำ AI หรือ VR มาช่วยยกระดับบริการสุขภาพ รวมถึงลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่วน ClimateTech ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทั่วโลกกำลังจับตา ปัจจุบันไทยมีสตาร์ตอัป 58 ราย และตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็น 100 รายภายใน 3 ปี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและสร้างธุรกิจใหม่จากเศรษฐกิจสีเขียว

อีกหนึ่งเซกเตอร์ที่ NIA จับตาอย่างใกล้ชิดคือ AI และนวัตกรรมดิจิทัล โดยมีตัวอย่างสตาร์ตอัปไทยอย่าง Botnoi ที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในด้านปัญญาประดิษฐ์ และ NIA เชื่อว่า “ยูนิคอร์นตัวที่ 5 ของไทย” มีโอกาสเกิดขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ AI

ขณะเดียวกัน ภาพรวมระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยยังเริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น โดยการจัดอันดับดัชนี Global Startup Ecosystem Index ปี 2026 โดย StartupBlink.ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 49 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับดีที่สุดในรอบ 6 ปี และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขยับตัวเร็วในอาเซียน ขณะที่ IMD World Competitiveness จัดอันดับประเทศไทยอยู่ที่ 26 ดีขึ้น 4 อันดับ โดยมีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน

ในระดับเมือง กรุงเทพฯ ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสตาร์ตอัปสำคัญของภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับ 4 ของอาเซียน และมีจุดแข็งด้าน Logistics และ Medical ขณะที่เชียงใหม่และภูเก็ตเป็นเมืองที่มีโมเมนตัมการเติบโตสูง สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ แต่เริ่มกระจายไปยังเมืองศักยภาพในภูมิภาคมากขึ้น

สำหรับทิศทางสำคัญในปีนี้ NIA ประกาศให้ SITE 2026 เป็น “The Year of Investment” โดยปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานสนับสนุนทุนแบบเดิม ไปสู่การเป็นกลไกร่วมลงทุน หรือ Co-investment เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปไทยเข้าถึงเงินทุนในระดับที่สูงขึ้นและเติบโตได้เร็วกว่าเดิม

3 กลไกสำคัญเพื่อช่วยผลักดันสตาร์ตอัประยะเริ่มต้นให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นประกอบด้วย Corporate Co-funding การร่วมลงทุนกับ VC/CVC ในรูปแบบเงินอุดหนุนที่สามารถคืนได้เมื่อถึงเงื่อนไขที่กำหนด วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท PE Trust ความร่วมมือกับภาคเอกชนและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจและเข้าถึงตลาดทุนในซีรีส์ที่สูงขึ้น และ Holding Company บริหารพอร์ตการลงทุนในสตาร์ตอัปอย่างเป็นระบบ กระจายความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในรูปแบบ Fund of Funds เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศในระยะยาว

ดร.กริชผกา ระบุว่า เป้าหมายของ NIA ไม่ใช่เพียงการสร้างสตาร์ตอัปจำนวนมาก แต่คือการสร้าง World Class Innovation ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Innovation Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ออสเตรีย และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปไทย คือการเชื่อมโยงนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในตลาด NIA จึงพัฒนา Accelerator Programs เพื่อยกระดับผู้ประกอบการใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมเพื่อสังคม ผ่านการพัฒนาศักยภาพ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม HealthTech ที่มุ่งผลักดันมาตรฐาน การรับรอง และการเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้นวัตกรรมไทยสามารถนำไปใช้ได้จริง.

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญของ NIA ในปี 2026 คือ Scale Up to Global เพื่อผลักดันสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับพันธมิตร นักลงทุน และโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล พร้อมขอเชิญร่วมตอบแบบสอบถามเพื่อร่วมพัฒนามาตรการดังกล่าว โดยสแกน QR Code หรือเข้าที่ https://forms.gle/aXAkVApbHACcje2bA

เวที SITE 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานแสดงศักยภาพของสตาร์ตอัปไทย แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมประเทศ ที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน นักลงทุน สตาร์ตอัป และพันธมิตรต่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งสร้างสตาร์ตอัปไทยให้เติบโตจากตลาดในประเทศสู่ระดับโลก และผลักดันนวัตกรรมให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน