“ชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง” เดินหน้าใช้ InsurTech Platform ต่อยอดการเติบโตให้ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings เติบโตสวนตลาด
ในวันที่ตลาดประกันวินาศภัยไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings กลับสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง อะไรคือปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จนี้ และโอกาสข้างหน้ายังมีอีกมากแค่ไหน?
เติบโตสวนตลาด ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
ในปี 2568 ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings เติบโต 10.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 3% ในขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ด้วยยอดเบี้ยประกันวินาศภัยรวมเพิ่มขึ้นถึง 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย บมจ. เงินติดล้อ บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings หรือ TIDLOR (บริษัทฯ) กล่าวว่า “ภาพรวมการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่ผ่านมา เพราะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลัก (Backbone) ที่ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและบริการให้กับลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงปัจจุบันที่ตลาดมีความผันผวนสูง”
โครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมทุกความต้องการของทุกกลุ่มลูกค้า
จุดเด่นของธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings คือการมีผลิตภัณฑ์ความครอบคลุมใน 2 มิติ ทั้งประกันภัยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ครอบคลุมทั้งรถ คน และบ้าน และการออกแบบช่องทางขายและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าทุกรูปแบบ ผ่าน 3 แบรนด์หลัก
ประกันติดโล่ (Shield Insurance Broker) แบรนด์อันดับ 1 ด้านบริการ Face to Face โดยถูกวางให้เป็น Service Broker เพื่อยกระดับบริการโดยดูแลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดผ่านพนักงานมืออาชีพกว่า 5,000 คน จากเครือข่ายสาขาเงินติดล้อมากกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ ไปจนถึงขั้นตอนการเคลม ผ่าน Call Center ประกันติดโล่ 1501 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าครบวงจร ช่วยสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้า ภายใต้สโลแกน “สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม” โดยการยกระดับบริการ Call Center ประกันติดโล่ 1501 สะท้อนความสำเร็จผ่านยอดใช้บริการมากกว่า 260,000 ครั้ง ตั้งแต่ธันวาคมปี 2566 ถึงพฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจในรูปแบบ InsurTech Platform ผ่านแบรนด์ อารีเกเตอร์ (Areegator) แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับนายหน้าประกันอิสระที่สมัครเป็นสมาชิก และแบรนด์ เฮ้ กู๊ดดี้ (heygoody.com) แพลตฟอร์มนายหน้าประกันดิจิทัล 100% สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อประกันด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประกันเดินทาง ที่ได้รับผลตอบรับดี และกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง 2 แพลตฟอร์มสามารถสร้างการเติบโตในภาพรวมให้กับบริษัทฯ
ตลาดประกันภัยประเทศไทย โอกาสที่ยังเปิดกว้าง
แม้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ชาญฤทธิ์ มองว่าตลาดประกันภัยในประเทศไทยยังโตได้อีก โดยในปี 2568 ตลาดประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,785 ล้านบาท และตลาดประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 676,436 ล้านบาท นอกจากนี้ ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนมากกว่า 45 ล้านคัน แต่ราวครึ่งหนึ่งยังไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ บริษัทฯ จึงมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยให้เติบโตเฉลี่ย 5%-10% ต่อปี และมีแผนขยายธุรกิจสู่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต (Life Insurance) นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่นายหน้าประกันภัยแบบครบวงจร เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
ที่สำคัญบริษัทฯ ยังมุ่งให้ความรู้ความด้านประกันภัยกับกลุ่มเยาวชนและชุมชน (Insurance Literacy) เพื่อสร้างการตระหนักรู้ของประกันภัยในฐานะเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ช่วยแบกรับความเสี่ยงด้านการเงิน และมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่ 2568 จัดกิจกรรมไปแล้ว 33 แห่ง ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และในปีนี้มีแผนขยายกิจกรรมไม่ต่ำกว่า 35 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของกลุ่ม Tidlor Holdings ในฐานะ The Leading Financial Inclusion Service Provider เพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการเงินให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน