คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดงาน CEMIS OPEN HOUSE 2026 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ที่ The Next Tech ชั้น4 สยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ นักวิชาชีพ ศิลปิน นักสร้างสรรค์ นักวิจัย และผู้สนใจการศึกษาระดับปริญญาเอก( ดุษฎีบัณฑิต) หลักสูตร ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ (CEMIS) ได้เห็นเส้นทางการต่อยอด “ประสบการณ์จริง”สู่ความรู้งานวิจัย นวัตกรรม และผลลัพธ์ที่สร้าง Impact ในโลกความจริง

ภายในงานเริ่มด้วย Vision Talk “The Next Wave of Music & Art”โดย ดร.นลิน เพ็ชรอินทร์ คณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ Panel Discussion“Inside CEMIS : From Expertise to New Value”โดย ดร.ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการหลักสูตร CEMIS ร่วมกับตัวแทนนักศึกษา CEMIS รุ่นแรกและรุ่นสอง เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของมืออาชีพที่ก้าวเข้าสู่บทบาทนักวิจัย

ดร.นลิน คณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ กล่าวว่า ในอดีตมหาวิทยาลัยศิลปากรจะมีโลโก้ของความเป็นศิลปะ ภาพที่หลายคนจำของ “ดุริยางค์คือนักดนตรี นักร้อง ที่มีทักษะไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรีหรือการร้องเพลงที่เข้มข้น” แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความรวดเร็วไปหมดไม่ว่าจะเป็น “เทคโนโลยี สังคม เศรษฐกิจ”ต่างๆ ซึ่งมีการ Disrupt อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ๆโดยมักจะถูกโยงเข้าสู่เรื่องของเทคโนโลยี อยู่บ่อยครั้ง

ดร.นลิน กล่าวต่อว่า มันสะท้อนถึง Ecosystem ความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่พึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน กับ Economy ระบบบริหารจัดการทรัพยากร การค้า การลงทุน การเงิน และการผลิตของประเทศ ในระดับถึงขั้นเป็น Music School ได้

คณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ กล่าวต่ออีกว่า นักศึกษาที่จบแล้วอยู่ในสังคมมีไม่น้อย และพบว่านักศึกษาที่จบไปยังไม่มีการปรับตัวที่ดีพอ ทำให้ในปีพ.ศ.​2565 มหาวิทยาลัยมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ปัจจุบันคณะดุริยางคศาสตร์ มี 2 หลักสูตร คือ ดุริยางคศาสตร์บัณฑิต และ ศิลปศาสตร์บัณฑิต ซึ่งหลักสูตร ดุรยางคศาสตร์บัณฑิต เน้นที่การเล่นดนตรีและร้องเพลง ผ่าน 5 เอกวิชา คือ 1.ดนตรีคลาสสิก 2.ดนตรีแจ๊ส 3.ดนตรีเชิงพาณิชย์ 4.ละครเพลง 5.ดนตรีและสื่อสร้างสรรค์

ส่วนหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต ว่าด้วยเรื่อง นักศึกษาที่มีความสนใจ ความชอบ อุตสาหกรรมดนตรีและบันเทิง ต้องการเรียนรู้การจัดการดนตรีในภาคธุรกิจ ซึ่งมี 2 เอกวิชา คือ 1.วิชาธุรกิจดนตรีและบันเทิง กับ 2.วิชาการจัดการและพัฒนาไอดอลและอินฟูลเอ็นเซอร์

ทั้งนี้เพื่อสร้างคนให้มีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้าทำ และมองโลกในมุมมองที่มีการวิเคราะห์และหาเหตุผล ซึ่งผลลัพท์คือได้เห็นนักศึกษามีความ Flexibleหรือความยืดหยุ่น มีการปรับตัวได้ง่ายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดจากฟีคแบ็กหรือข้อมูลสะท้อนกลับของภาคเอกชนที่นักศึกษาจบและไปทำงานด้วย

ในปีการศึกษา 2569 คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตในระดับปริญญาโท ที่ผสมผสานระหว่างดนตรี เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์สู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าทางธุรกิจ(CMIS) ระยะเวลาในการศึกษา 2 ปีจำนวนไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และหลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต ในระดับปริญญาเอก(CEMIS) ระยะเวลาในการศึกษา 3 ปี ผู้เรียนจะต้องศึกษารายวิชาหลักในรูปแบบ Coursework ในปีแรกรวม 5รายวิชา ดำเนินการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ รวมหลักสูตรไม่น้อยกว่า 51 หน่วยกิต

ด้าน ดร.ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการหลักสูตร CEMIS มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะดุริยางคศาสตร์ ม.ศิลปากร ได้สร้างศิลปิน นักแสดง คนที่เข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงจำนวนมาก และต้องการให้พวกเขานำองค์ความรู้ที่เขามีมาทำให้เกิดประโยชน์เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการสร้างหลักสูตร CMIS ระดับปริญญาโท และหลักสูตร CEMIS ระดับปริญญาเอก สาขาวิชาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดนตรี นวัตกรรม และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเราเชื่อว่าการบูรณาการหรือการหลอมรวมทั้ง 4 ศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ออกมาเป็นหลักสูตรนั้นจะสามารถพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นหลักสูตรแรกในไทยนำไปใช้ประโยชน์จริงได้กับธุรกิจของตนเองด้วย หลักสูตรปริญญาเอกนี้เปิดแล้วจำนวน 2 รุ่น และกำลังจะเปิดรับสมัครรุ่นที่ 3 พร้อมกับหลักสูตรปริญญาโท โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 19 ตุลาคม 2569

“ปัจจุบันผมเชื่อว่าการบูรณาการหรือการหลอมรวมทั้ง 4 ศาสตร์ เป็นศาสตร์ ที่มนุษย์ต้องการและเกิดขึ้นได้จริง ยิ่งวันนี้ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญเยอะมากทำอย่างไรให้มนุษย์สามารถอยู่กับAIได้ หลักสูตรนี้จะตอบโจทย์ได้อย่างดี และสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีตัวตนจริงๆคือผลงาน แนวคิด การสื่อสาร กระบวนการทั้งหมดไม่ได้เกิดจากหลักสูตรเป็นคนสอนแต่เกิดจากหลักสูตรชวนให้เขาคิดและหาคำตอบ ต่อยอด พัฒนาตัวเองได้ที่สำคัญเขาได้มีการแชร์ไอเดียกับเพื่อนรวมห้องเรียนด้วย” ดร.ณัฐพล กล่าว

ทั้งนี้ ติดตามข่าวสารได้ทาง https://www.facebook.com/share/19N3z1SdrE/

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน