หนึ่งในเป้าหมายของใครหลายๆคน คือการฝันที่จะได้มีบ้านอันแสนอบอุ่นเป็นของตัวเองสักหลัง แต่อย่าลืมว่ากว่าที่จะใช้เวลาเก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อบ้านในยุคสมัยนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ อ้าว!! แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองสักทีล่ะ? บอกเลยว่าถึงจะไม่ง่ายแต่ก็ไม่ได้ยากขนาดที่จะไม่มีทางออก เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ยังมีตัวช่วยอย่างการยื่นขอสินเชื่อบ้านที่ทุกคนควรมีความรู้ติดไว้
สินเชื่อบ้านคืออะไร?
สินเชื่อบ้านคือการกู้เงินจากสถาบันการเงินในระยะยาวเพื่อให้ทางสถาบันการเงินนั้นอนุมัติค่าซื้อที่อยู่อาศัยหรือค่าสร้างและตกแต่งที่อยู่อาศัยต่างๆ ให้ก่อน โดยรวมที่อยู่อาศัยทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด คอนโด ทาวน์โฮม รวมไปถึงอาคารพาณิชย์ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องใช้หลักทรัพย์นั้นๆ เป็นหลักค้ำประกันเงินกู้กับทางสถาบันการเงิน เพื่อเป็นการยืนยันว่าหากการผ่อนชำระไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงทางสถาบันการเงินนั้นจะยังคงมีหลักประกันดังกล่าวเป็นสินทรัพย์เพื่อความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย โดยสามารถอัปเดตอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านล่าสุดได้ที่นี่
แล้วสินเชื่อบ้านแลกเงินต่างกันอย่างไร?
สินเชื่อบ้านแลกเงินคือการนำอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยไปเป็นหลักประกันเพื่อการขอกู้เงินจากธนาคาร และต้องทำการผ่อนชำระเป็นงวดๆ จนกว่าจะครบวงเงินชำระก้อนนั้นๆ ดังนั้นจะสรุปได้ว่าสินเชื่อบ้านแลกเงินต่างจากสินเชื่อบ้านธรรมดาตรงที่ สินเชื่อบ้านจะเป็นการยื่นขอวงเงินอนุมัติสำหรับการสร้างหรือซื้อบ้าน แต่สินเชื่อบ้านแลกเงินนั้นจะมีจุดประสงค์คือการนำเงินที่ได้ไปลงทุนทำอย่างอื่นโดยใช้อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ไปเป็นหลักประกัน ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์คล้ายๆ กันคือ วงเงินกู้จะอยู่ที่ไม่เกิน 70-80% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ และระยะเวลาในการกู้ไม่เกิน 30 ปี หรือเมื่อรวมกับอายุของผู้ขอกู้ในขณะนั้นแล้วต้องไม่เกิน 65-70 ปี
สินเชื่อบ้านแลกเงินมีข้อดีอยู่ตรงที่ผู้ขอกู้นั้นจะได้วงเงินกู้สูงสุดเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการขอสินเชื่อประเภทอื่นๆ เพราะว่าสามารถใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันได้ ซึ่งหากใครที่มีเครดิตดีก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีโอกาสได้รับยอดวงเงินกู้สูงถึง 95% ของมูลค่าหลักประกันเลยทีเดียว รวมถึงสินเชื่อบ้านแลกเงินนั้นยังมีดอกเบี้ยต่ำเพราะความเสี่ยงต่ำกว่าและไม่มีความเสี่ยงสูญหาย
หากใครที่อยากขอสินเชื่อบ้านแลกเงิน ลองตามมาดูวิธีการเตรียมตัวสำหรับการขอสินเชื่อบ้านแลกเงินกันก่อนดีกว่ากับ 6 ขั้นตอนการขอสินเชื่อบ้านแลกเงิน ได้แก่
- ศึกษาเงื่อนไขสินเชื่อ
เริ่มจากศึกษารายละเอียดของการให้สินเชื่อบ้านแลกเงินกับแต่ละธนาคารเสียก่อน เพราะแต่ละสถาบันการเงินนั้นอาจมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป อาทิ ธนาคารบางแห่งอาจจะไม่รับหลักประกันที่เป็นที่ดิน หรือแต่ละธนาคารก็จะมีอัตราดอกเบี้ยให้เลือกหลากหลายต่างกันออกไป
- สร้างประวัติทางการเงินที่ดี
สำหรับผู้ที่ทำงานประจำมีรายได้แน่นอนเข้าบัญชีสม่ำเสมอ ไม่เคยมีหนี้เสีย ไม่เคยเลื่อนหรือค้างชำระจะสามารถช่วยให้สถาบันการเงินนั้นมั่นใจได้ว่าหากปล่อยสินเชื่อให้ไปก็ย่อมจะได้รับการผ่อนชำระคืนเช่นกัน แต่หากใครที่เป็นฟรีแลนซ์ก็ไม่ใช่ว่าขอสินเชื่อบ้านแลกเงินไม่ได้ เพียงแต่จะต้องแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอให้สถาบันการเงินเห็นด้วยการฝากเงินเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นเดียวกัน
- เตรียมเอกสาร
เตรียมเอกสารให้พร้อมทั้งเอกสารส่วนตัวและเอกสารทางการเงิน รวมไปถึงเอกสารเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่จะใช้เป็นหลักประกัน หรือหากใครมีผู้กู้ร่วมก็จำเป็นจะต้องมีเอกสารของผู้กู้ร่วมไปด้วยเช่นเดียวกัน หรือสามารถเช็คลิสต์เอกสารขอสินเชื่อบ้านได้ที่นี่
- ยื่นเรื่องของสินเชื่อ
หลังจากนั้นก็ทำการยื่นเรื่องขอสินเชื่อบ้านโดยระยะเวลาหลังจากที่ยื่นเอกสารไปแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ประเมินราคาสินทรัพย์ติดต่อกลับมาและเข้าไปสำรวจ โดยสำหรับขั้นตอนนี้ทางผู้ที่ยื่นขอกู้สินเชื่อบ้านจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการสำรวจและประเมินราคาหลักประกัน ซึ่งมีราคาขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 4,000 บาท
- รอผลการอนุมัติ
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการประเมินราคาหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการรอผลอนุมัติซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งนั้นจะใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว คุณจะต้องเข้าไปเซ็นสัญญาสินเชื่อบ้านแลกเงินพร้อมกับทำเรื่องจดจำนอง
- ผ่อนชำระจนจบ
เมื่อเสร็จครบทุกขั้นตอนแล้ว หลังจากนี้ก็จะเป็นการผ่อนชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินเป็นรายเดือนตามสัญญา และเมื่อชำระครบตามจำนวนแล้ว ผู้กู้และเจ้าหน้าที่จะต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่อยู่อาศัย
จะเห็นได้ว่าความหมายที่แท้จริงของสินเชื่อบ้านกับสินเชื่อบ้านแลกเงินนั้นมีความหมายแตกต่างกัน ซึ่งหากใครที่คิดจะเลือกใช้วิธีการยื่นกู้สินเชื่อบ้านแลกเงินในการช่วยหมุนเงินล่ะก็ อยากให้สำรวจตัวเองให้แน่ใจเสียก่อนว่าเป็นคนที่มีวินัยมากพอที่จะสามารถจัดการผ่อนชำระหนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ไปตลอดรอดฝั่ง และจะสามารถรักษาทรัพย์สินที่เรียกว่าที่อยู่อาศัยให้กลับมาอยู่ในสถานะที่มีคุณเป็นเจ้าของบ้านได้โดยสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง