รพ.บำรุงราษฎร์ชูนวัตกรรมผ่าตัดโรคตา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นวัตกรรมผ่าตัดโรคตา

รพ.บำรุงราษฎร์ ชูนวัตกรรมผ่าตัดโรคตาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นวัตกรรมผ่าตัดโรคตา – โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Smart Hospital ในประเทศไทยและระดับเอเชียแปซิฟิก จัดงานแถลงข่าว “Bumrungrad Eye Excellence Center ปลดล็อคทุกปัญหาของดวงตา” โดยชูนวัตกรรมการผ่าตัดตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคตาด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ภายในงานมีจักษุแพทย์ร่วมเสวนากับเซเลบริตี้ที่เคยมารักษาที่ศูนย์จักษุของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อาทิ คุณตั๊ก – มยุรา เศวตศิลา เผยถึงประสบการณ์การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์มองระยะใกล้ไกล และร่วมพูดคุยถึงนวัตกรรมการผ่าตัดต้อกระจกและฝังเลนส์เทียมโดยใช้เลเซอร์ด้วยเทคโนโลยี Femtosecond laser ร่วมกับรศ.นพ. ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

และน้องนนท์ – ธนนท์ จำเริญ The Voice แชร์ประสบการณ์การผ่าตัดรักษาภาวะสายตาสั้นและเอียงด้วยวิธี รีเลกส์ สมายล์ (ReLEx SMILE) ร่วมกับพญ. ฐาริณี กุลกำม์ธร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ห้องโถงล็อบบี้ ชั้น G อาคารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

เนื่องด้วยประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีประชากรผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง”อายุ” ถือเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับตา เช่น ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งทั้ง 3 โรคนี้ยังเป็นสามอันดับแรกของโรคที่ก่อให้เกิดภาวะตาบอดหรือสายตาเลือนรางได้

รศ.นพ.ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีของเครื่อง Femtosecond laser เข้ามาใช้รักษาการผ่าตัดต้อกระจกและฝังเลนส์เทียมโดยใช้เลเซอร์ นับเป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวไปอีกขั้น เครื่องนี้จะใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมการทำงาน อาศัยเทคโนโลยีสามมิติในการสแกนดวงตา

ทำให้สามารถคำนวณการตัดเนื้อเยื่อได้อย่างละเอียด ช่วยให้การวางแผนการผ่าตัดมีความถูกต้องและแม่นยำเพิ่มขึ้น ประกอบกับโรงพยาบาลฯ ได้นำเครื่อง ORA System ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สามารถตรวจวัดค่าสายตาผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัดแบบ Real-time ช่วยให้การผ่าตัดต้อกระจกแบบ Femto มีความแม่นยำเพิ่มมากขึ้นด้วย”

“การรักษาในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่สลายต้อกระจกที่ขุ่นให้ใสเท่านั้น แต่จักษุแพทย์ยังมุ่งเน้นไปถึงการออกแบบสายตาให้ผู้ป่วยแต่ละคนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ เช่น การมองไกลมองใกล้ จำนวนชั่วโมงที่ขับรถตอนกลางวัน ตอนกลางคืน การใช้มือถือหรือคอมพิวเตอร์ รวมทั้งความต้องการในการเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ซึ่งจักษุแพทย์จะพยายามออกแบบเลนส์แก้วตาเทียมชนิดที่เหมาะและแม่นยำให้กับผู้ป่วยแต่ละราย เรียกว่าเป็นการออกแบบเฉพาะบุคคล ผู้ป่วยแต่ละท่านอาจจะใช้เลนส์ไม่เหมือนกัน บางครั้งตาซ้ายกับตาขวาอาจจะใช้เลนส์คนละชนิดก็เป็นได้

ดังนั้น การออกแบบและเลือกเลนส์ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยคนนั้นๆ ได้อย่างพอดิบพอดี นับเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความชำนาญการของจักษุแพทย์ในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ นั่นคือความท้าทายมากที่สุดสำหรับทีมจักษุแพทย์ ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าเราทำได้ดี” รศ.นพ. ปริญญ์ กล่าวเสริม

เริ่มจากประสบการณ์การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์มองใกล้มองไกลชัดกับสาวสองพันปี “ตั๊ก” มยุรา เศวตศิลา เล่าว่า “ตอนแรกก่อนตัดสินใจรักษา ยังรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แต่พอมาปรึกษาทีมแพทย์ที่ศูนย์จักษุ ทำให้รู้สึกมั่นใจมาก คุณหมอให้ความเป็นกันเองและอธิบายถึงวิธีการรักษาและชนิดของเลนส์ และมีข้อดีและข้อจำกัดอะไรบ้าง

ทำให้เข้าใจขั้นตอนการรักษาชัดเจนขึ้น รู้สึกอุ่นใจ ไม่กลัว ซึ่งก่อนหน้านี้ ตั๊กมีปัญหาค่าสายตาสั้นมากประมาณ 1000 และมีปัญหากับการอ่านหนังสือหรืออ่านสคริปต์ตลอด ตาแห้ง ต้องคอยหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆ คุณหมอจึงแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์เป็น multifocal intraocular lenses เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน

และพอผ่าตัดเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้เลย ทุกวันนี้ตั๊กคิดว่าตัดสินใจถูก และยังมองเห็นภาพได้ชัดเจนทั้งในระยะใกล้และไกล โดยไม่ต้องพึ่งคอนแทคเลนส์ ทำให้ทำงานคล่องตัวขึ้นมากค่ะ”

พญ.ฐาริณี กุลกำม์ธร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยถึง “นวัตกรรม ReLEx SMILE เป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ต่อยอดมาจากเลสิก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับการรักษา ซึ่งใช้เทคนิคการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและเอียงด้วยเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง มีแผลเปิดที่กระจกตาเล็กมาก ประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ทำให้รบกวนเส้นประสาทบริเวณกระจกตาน้อย เป็นผลให้อาการตาแห้งและระคายเคืองตาพบได้น้อย

โดยที่ค่าสายตาหลังผ่าตัดคำนวณได้อย่างแม่นยำ ทำให้มองเห็นดีขึ้นและคงที่ในเวลาไม่นาน สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างคล่องตัว โดยวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่ไม่อยากใส่แว่น ไม่อยากใส่คอนแทคเลนส์ และผู้ที่มีสายตาสั้นถึง 1000 (-10.00 D) และสายตาเอียง 500 (-5.00 D) โดยเบื้องต้นแพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัยตาก่อนที่จะทำการรักษาว่าเหมาะที่จะรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินถึงความเหมาะสม”

ด้าน “น้องนนท์” ธนนท์ จำเริญ The Voice เคยรักษาด้วยวิธี ReLEx SMILE มาร่วมแชร์ให้ฟังว่า “ผมต้องเกริ่นก่อนว่าผมเป็นคนที่กลัวกับการใส่คอนแทคเลนส์ คือต้องใช้เวลาทำใจและต้องมีคนช่วยถ่างตาให้ และช่วงแรกก็คิดว่าปัญหาต่างๆ จะจบด้วยการใส่แว่น แต่ด้วยผมมีปัญหาทั้งค่าสายตาสั้น และสายตาเอียงร่วมกัน จึงทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยคล่องตัวเวลาทำงาน

แต่ช่วงที่เป็นนักกีฬาโรงเรียนก็วิ่งไม่ค่อยตรงลู่ และพอเข้าสู่ช่วงทำงาน ตอนแรกก็นึกว่าเราเป็นนักร้อง การใส่แว่นคงไม่ได้เป็นอุปสรรคเท่าไหร่ แต่พอต้องมาเริ่มถ่ายแบบและเดินแบบ ทำให้รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ทำให้ผมเริ่มอยากทำเลสิกแต่ก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวเจ็บ จนได้มีโอกาสมาปรึกษาทีมแพทย์ศูนย์จักษุของบำรุงราษฎร์ คุณหมออธิบายถึงขั้นตอนการทำเลสิก

และการทำ ReLEx SMILE ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ว่ามีข้อดีอย่างไร การปฏิบัติตัวช่วงผ่าตัด และหลังการผ่าตัดควรทำอย่างไร และจะมีอาการอย่างไร อธิบายอย่างละเอียดจนผมเข้าใจและเห็นภาพตาม ทำให้ผมตัดสินใจทำ ReLEx SMILE ทุกวันนี้ผมมีลุคใหม่ ที่ช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีขึ้น ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น และงานแสดงก็มีเข้ามาทาบทามเยอะขึ้นด้วยครับ”

พญ.ฐาริณี กล่าวปิดท้ายว่า “ด้วยไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน วัยทำงานมักต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา รวมถึงต้องติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว ซึ่งพฤติกรรมการเพ่งหน้าจอเป็นระยะเวลานาน หรือการดูมือถือในที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาสายตาได้

เช่น ปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า สายตาสั้นในเด็ก ปัจจุบันทำให้พบปัญหาสายตาสั้นตั้งแต่อายุยังน้อย และสั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละปี เบื้องต้นแนะนำให้ใช้หลัก 20 20 20 คือ ทุกๆ 20 นาทีของการมองสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้พักสายตาอย่างต่ำ 20 วินาที โดยมองไปที่สิ่งของที่มีสีเขียว เช่น ต้นไม้ ในระยะ 20 ฟุต

เพื่อไม่ให้สายตาล้าจนเกินไป แนะนำให้พาบุตรหลานมาตรวจเช็คสุขภาพตาตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงกลุ่มคนในวัยทำงานที่ต้องอยู่กับเครื่องมือสื่อสาร ผู้ป่วยโรคความดัน โรคเบาหวาน อาจมีภาวะความดันลูกตา และผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรมารับการตรวจเช็คสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจคัดกรองโรคตา และรับการรักษาอย่างทันท่วงที”

บทความก่อนหน้านี้เปิดงานประชุมวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) มุ่งเน้น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์
บทความถัดไปกอ.รมน. ผนึกกำลัง วช. นำผลงานวิจัยและนวัตกรรม สร้างชุมชนเข้มแข็ง