หลังเกิดการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ภาคการท่องเที่ยวและบริการก็เช่นกัน
หนึ่งในโมเดลที่นำมาใช้เพื่อความอยู่รอดคือ “Happy Model:โมเดลอารมณ์ดี มีความสุข” เป็นหนึ่งในโครงการ“ไทยเท่” ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการให้แก่พื้นที่แต่ละจังหวัดด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สรุปจัดทำเป็นสมุดปกขาวเสนอต่อรัฐบาลผ่านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในการประชุม สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 38
ล่าสุดเพื่อผลักดันให้โมเดลดังกล่าวเกิดเป็นรูปธรรม หอการค้าไทย โดยนายกลินท์ ได้นำคณะประกอบด้วย นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ และรองประธานกรรมการที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้ง นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าฯภูเก็ต นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าฯพังงา พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าฯกระบี่
หน่วยงานภาครัฐจากส่วนกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมเจ้าท่า
สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ร่วมกับ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ภูเก็ต พังงา กระบี่ สตูล ระนอง ตรัง)
จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างหนัก เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว
สรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการทั้ง 4 กลุ่ม มีดังนี้
กลุ่ม 1 เรื่อง “ศูนย์กลาง Health & Wellness ผ่าน Happy Model”
มีข้อเสนอ ดังนี้ การฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว โดยการขับเคลื่อน Happy Model โมเดลอารมณ์ดี มีความสุข (กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี แบ่งปันสิ่งดีๆ) ผ่านกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน
โดยรวบรวมข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ เป็นคอนเทนต์ ไว้บน TAGTHAi Platform เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนทริปท่องเที่ยวได้เอง และเชื่อมโยงกับแอพเป๋าตังค์ของภาครัฐ
รวมทั้งนำคอนเทนต์ที่มีสร้างเป็นครีเอทีฟคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ ละคร
นอกจากนี้ จะมีการขยาย Happy Model ไปทุกจังหวัด โดยหอการค้าไทย จะร่วมมือกับภาครัฐและประชาชน โดยเน้นเรื่องการทำคอนเทนต์ และการเล่าเรื่องราวด้วย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและอยากที่จะมาเที่ยว
ต่อไปจะมีการโปรโมทแพ็กเกจร่วมกับ ททท. ในการส่งเสริมท่องเที่ยวจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ไปยังจังหวัดภาคเหนือหรือภาคอีสานต่อไปด้วย
กลุ่ม 2 เรื่อง “การพัฒนาศักยภาพกำลังคนและผู้ประกอบการ”
มีข้อเสนอ ดังนี้ การพัฒนากำลังคน Up skill/ Re Skill/ New Skill โดยจัดหลักสูตรประกาศนียบัตรในการสร้างผู้ประกอบการ และกำลังคนที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น Re Skill กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ Up Skill
พัฒนาเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่มีทักษะ Smart Digital New Skill โดยการสร้างทักษะและความเชี่ยวชาญใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
พัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความรู้ทางธุรกิจ การเงิน และทักษะดิจิทัล Digital Content สร้างทัศนคติคนรุ่นใหม่ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง หลักสูตรเฉพาะเจาะจง
และ Advance : Tourism & Creative Economy Digital Marketing/ Digital Platform Developer/ Business Analyst/ Travel Stylist/ Environmental Science Instructor
รวมทั้ง การขับเคลื่อนโครงการที่ต่อเนื่องของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม อาทิ โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย, โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่,โครงการหลักสูตรทวิภาคี เป็นต้น
โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ร่วมกำหนดหลักสูตร
กลุ่ม 3 เรื่อง “Value Chain อาหารในกลุ่มจังหวัดอันดามัน”
มีข้อเสนอ ดังนี้ ขยายผลโครงการที่หอการค้าไทยขับเคลื่อนลงสู่พื้นที่ ได้แก่ ให้ “พังงา” เป็น “ศูนย์กลางผลิตและกระจายอาหารให้แก่กลุ่มจังหวัดอันดามัน”
ขยายผล Model Success Case 1 ไร่ 1 ล้าน ที่เหมาะสมกับพื้นที่จังหวัดภาคใต้ อาทิ
โมเดล “น่าน กาแฟพรีเมี่ยม”/ โมเดล “โกโก้ หอการค้าฯ”/ โมเดล “เนื้อโควากิวสัญชาติไทย จังหวัดศรีสะเกษ”
โมเดล “เนื้อโคสะเร็นวากิว จังหวัดสุรินทร์”/ โมเดล “ประมงน้ำจืดด้วยระบบไบโอฟลอค” เป็นต้น
ศึกษาและสร้างโมเดล Model Success Case เกษตรมูลค่าสูงเพิ่มเติม อาทิ กุ้งขาวแวนนาไม, แพะ, กุ้งมังกร
ขับเคลื่อน Gastronomy เชื่อมโยง Value Chain ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ สร้างองค์ความรู้ด้านอาหารพื้นถิ่น ยกระดับคุณภาพมาตรฐานของอาหารพื้นถิ่น สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาด้านอาหารพื้นถิ่นอย่างยั่งยืน
ส่งเสริมเกษตรกรให้เป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง ร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่และเกษตรจังหวัด
กลุ่ม 4 เรื่อง “การพัฒนา Andaman Maritime Tourism”
มีข้อเสนอ ดังนี้ การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยมีเสนอที่สำคัญในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางน้ำ (Cruise / Yacht/ Cross Border Ferry) ใน 8 เรื่องหลัก ประกอบด้วย
1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
2.การจัดทำแผนที่เดินเรืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการเดินเรือสำราญที่แม่นยำ
3.การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวก
4.การส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
5.การพัฒนาทักษะแรงงานรองรับการท่องเที่ยวทางทะเลโดยเรือสำราญ
6.การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว
7.การจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางน้ำกลุ่มจังหวัดอันดามัน
8.ผลักดันการพิจารณาภาษี Input Tax 7% สำหรับเรื่อง Super Yacht สำหรับเข้ามาทำการค้าในน่านน้ำไทย สู่การพิจารณาของกรมเจ้าท่าส่วนกลาง
ทั้งนี้ ในปี 2562 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งระบบกว่า 3.01 ล้านล้านบาท โดยเป็นรายได้ที่มาจากธุรกิจต่างๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ช็อปปิ้ง บริการทัวร์ การเดินทางท่องเที่ยว ที่พักโรงแรม รีสอร์ท เป็นต้น
จึงชัดเจนว่า จุดแข็งของประเทศไทย คือด้านการท่องเที่ยว ดังนั้นการผลักดันให้ธุรกิจดังกล่าวของไทยมีความเข้มแข็ง จึงถือว่าเป็นการเดินมาถูกทาง แม้ว่าโควิด-19 จะยังระบาดอยู่ โดยร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชน
โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในรูปแบบ Medical and Wellness Tourism หรือการมารักษาอาการบาดเจ็บร่วมกับการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่อง
แบ่งเป็น Medical Tourism จำนวนนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคนครั้ง รายได้จากการท่องเที่ยว 41,000 ล้านบาท การจ้างงาน 9,195 คน
Wellness Tourism จำนวนนักท่องเที่ยว 12.5 ล้านคนครั้ง รายได้จากการท่องเที่ยว 409,200 ล้านบาท การจ้างงาน 530,000 คน
นับเป็นโครงการดีๆที่จะช่วยฟื้นประเทศไทยหายบอบช้ำจากพิษโควิด-19 ได้บ้าง
เรื่อง วรนุช มูลมานัส
ภาพ 22ndphoto






