วันคล้ายวันสถาปนาองค์พระหลักเมือง ประจาปี 2565 ครบรอบ 240 ปี วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2565

ตามประเพณีโบราณเกี่ยวกับการสร้างบ้านสร้างเมืองนั้น จะต้องมีการกระทำพิธียกเสาหลักเมืองขึ้น ในที่อันเป็นชัยภูมิสาคัญ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น และเป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกร

สำหรับยึดถือเป็นหลักชัยทางจิตใจ ว่าบ้านเมืองที่สร้างขึ้นนั้น มีรากฐานฝังไว้อย่างมั่นคงแน่นอนแล้ว หากประชาชนมีจิตใจที่มั่นคง เชื่อในหลักบ้านหลักเมืองที่สร้างขึ้น ก็จะเป็นการผดุงกาลังใจให้มั่นคงแน่วแน่ในการดารงชีวิต มีความเชื่อมั่นว่า หลักเมืองได้ตั้งแล้ว และอานุภาพของหลักเมืองก็จะเป็นหลักชัยให้ประชาชน ได้อยู่รวมกันในบ้านเมืองอย่างอยู่เย็นเป็นสุขรุ่งเรืองสถาพรตลอดชั่วกัลปาวสาน

ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ได้ทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองธนบุรี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งหลักเมืองขึ้น

โดยทรงวางพระฤกษ์ฝังเสาหลักเมืองเพื่ออภิบาลรักษาพระมหานครอมรรัตนโกสินทร์ มหาราชธานี เพื่อปกปักษ์พระมหากษัตริยาธิราช พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนเหล่าอาณาประชาราษฎร์ พสกนิกรในราชอาณาจักร เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่า เดือน 6 ปีขาล จุลศักราช 1144 ตรงกับ สุรทินที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2325 พร้อมกับได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง

ศาลประดิษฐานรูปเทพารักษ์สาคัญสาหรับพระนครขึ้นอีก 3 ศาล คือ ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระกาฬไชยศรี ในบริเวณพื้นที่ระหว่างวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามกับคลองคูเมืองเดิม (ที่ตั้ง กรมการรักษาดินแดนในปัจจุบัน) และในบริเวณเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเจตคุปต์หรือเจตคุก อยู่ที่หน้าคุก ของกรมพระนครบาล และศาลเจ้าหอกลองที่หน้าหอกลองประจาเมือง

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อปีพุทธศักราช 2394 ทรงมีพระราชดาริว่า เสาหลักเมืองเดิมนั้นชารุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อีกทั้งอาคารศาล ก็ไม่สง่างามเท่าที่ควร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาหลักเมืองต้นใหม่โดยให้ผูกดวงชะตาพระนคร ขึ้นใหม่ให้ต้องตามดวงพระราชสมภพ เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ พระบรมโพธิสมภาร ประสบความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพร

โดยเชิญแผ่นทองคาจารึกดวงชะตาพระนคร บรรจุที่ยอดเสาหลักเมือง และประกอบพิธีบวงสรวงเชิญพระหลักเมืองเข้าประดิษฐานในรูปเทวดาบนยอด หลักเมืองต้นใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๙๖ พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ บูรณปฏิสังขรณ์อาคารศาล จากรูปศาลาเป็นศาลยอดปรางค์ ก่ออิฐปั้นปูนฉาบสีขาว เพื่อประดิษฐาน เสาหลักเมืองที่สร้างขึ้นใหม่กับเสาหลักเมืององค์เดิม

ครั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปรับปรุงพระนคร ครั้งใหญ่ โดยมีการสร้างสถานที่ราชการและตัดขยายถนนเพิ่ม จึงเป็นเหตุให้ต้องรื้อศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระกาฬไชยศรี ศาลเจ้าเจตคุปต์ และศาลเจ้าหอกลอง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เชิญเทวรูปเหล่านั้นมาประดิษฐานรวมกันไว้ในศาลหลักเมือง

แรกเริ่มนั้น ศาลหลักเมืองอยู่ในความปกครองของกระทรวงกลาโหม โดยในปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ ได้มอบให้กรมเชื้อเพลิงเป็นผู้ดูแล ต่อมากรมเชื้อเพลิงถูกยุบ

กระทรวงกลาโหมจึงมอบหมายให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้ดูแล ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2491 จนถึงปัจจุบัน โดยองค์การฯ ได้กาหนดให้สานักงานกิจการศาลหลักเมือง หน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การฯ ทาหน้าที่บริหารงาน ซึ่งได้ มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสาคัญมาโดยลาดับ ดังนี้

ในปีพุทธศักราช 2513 องค์การฯ ร่วมกับกรมศิลปากร พิจารณาเห็นว่า ศาลหลักเมืองทรุดโทรมลงมาก สมควรบูรณะให้มี ความมั่นคง จึงได้ต่อเติมดัดแปลงอาคารรูปศาลเป็นจัตุรมุขและ ขยายบริเวณออกให้กว้างขวางขึ้น ส่วนยอดปรางค์นั้นรื้อลงทาใหม่ ให้เข้ากับอาคารศาล เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จได้กราบบังคมทูล เชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดาเนินมาประกอบพิธี สังเวยสมโภช เมื่อวันจันทร์ที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2513 เวลา 10.30 น. ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ศาลหลักเมือง เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2518

ในคราวฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เมื่อปีพุทธศักราช 2525 พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง เพื่อเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลแก่พระมหานคร ตามโบราณราชประเพณี เมื่อวันพุธที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2525 เวลา 10.00 น. ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงศาลหลักเมือง และอาณาบริเวณ รอบศาลหลักเมืองให้กว้างใหญ่ งดงามสง่าสมกับเป็นที่ประดิษฐานแห่งเทพารักษ์ที่รักษาพระนคร และเป็นที่เคารพ สักการะของปวงชนชาวไทยมาช้านาน

โดยการทาการเปลี่ยนแปลงลักษณะอาคารศาลเสียใหม่ เป็นแบบ
จตุรมุข ส่วนยอดปรางค์นั้นให้คงไว้เช่นเดิม สาหรับเสาหลักเมืองต้นเดิมได้เชิญไปประดิษฐาน ไว้คู่กับเสาหลักเมืองต้นปัจจุบัน โดยประดิษฐาน ไว้ทางทิศเหนือห่างกันประมาณ 1 เมตร เมื่อประชาชนเข้าไปสักการะพระหลักเมือง ก็เหมือนกับได้สักการะต้นเดิมด้วย และสร้างศาล เทพารักษ์ขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออกของ ศาลหลักเมือง สาหรับประดิษฐานเทวรูป เทพารักษ์ทั้ง5 องค์ ที่เคยประดิษฐานรวมกันอยู่ ในศาลหลักเมือง

นอกจากนั้น ยังได้สร้างอาคารหอพระพุทธรูป สาหรับประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีผู้ถวายแก่ศาลหลักเมือง การบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2529 โดยได้เสด็จฯ มาทรงประกอบพิธีสมโภช พระหลักเมือง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2529

ศาลหลักเมืองเป็นปูชนียสถานสาคัญอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย เป็นที่ประดิษฐานของพระหลักเมืองและเทพารักษ์ทั้ง 5 ที่ปกปักรักษาพระนครและประเทศชาติให้มีเอกราชเจริญรุ่งเรือง และยังมีหอพระที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปประจาวันเกิดให้ประชาชนได้มาสักการะบูชา ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศนาดอกไม้ ธูปเทียนตลอดจนเครื่องบวงสรวงสังเวยไปสักการะบูชาบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่สถิตอยู่ใน ศาลหลักเมือง นับได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้ นอกจากจะมีความสาคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้วยังเป็น ศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง

เนื่องในโอกาสการ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ครบรอบ 249 ปี ในปีพุทธศักราช 2565 สานักงานกิจการ ศาลหลักเมือง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ขยายเวลาเปิดให้ประชาชนเข้า สักการะศาลหลักเมืองเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 20-24 เมษายน 2565 ตั้งแต่เวลา 06.30 – 20.00 น.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน