จบลงไปแล้วกับการแข่งขัน “SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin 2022 – Global Competition” วันนี้ศาสตราจารย์ ดร. เอียน เฟนวิค (Prof. Ian Fenwick, Ph.D.) ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ คุณณิชาภัทร อาร์ค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย Openspace Ventures และ Dr. Andrew Stotz ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท A. Stotz Investment Research สองกรรมการเวทีการแข่งขัน จะมาเผยอินไซต์เกี่ยวกับการแข่งขันในครั้งนี้

เริ่มกันที่ ดร. เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ พูดถึงความเป็นมาและจุดประสงค์หลักของการจัดงานต่อเนื่องกว่า 20 ปี พร้อมทั้งความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดความยั่งยืนในโลกปัจจุบัน ว่า “ศศินทร์ จัดการแข่งขัน Bangkok Business Challenge การแข่งขันแผนธุรกิจ Startup สำหรับนิสิตนักศึกษาขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 และปีนี้ ศศินทร์ครบรอบ 40 ปี จึงเป็นปีประวัติศาสตร์ของศศินทร์ การแข่งขันนี้เป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของนิสิต นักศึกษา และผลักดันให้นำแนวคิดแบบผู้ประกอบการมาใช้เพื่อสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ความยั่งยืน (Sustainability) เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก หากธุรกิจต่างๆ ยังไม่คำนึงถึงและยังไม่เริ่มต้นการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนตั้งแต่ตอนนี้ ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไขในการแข่งขันนี้ ผู้เข้าแข่งขันสามารถสร้างแรงบันดาลใจและได้เชื่อมโยงกันและกันในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด และวิธีในการดำเนินธุรกิจเพื่อโลกที่ดีขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนขึ้น ซึ่งพวกเขาสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในธุรกิจใหญ่หรือ Startup ของตัวเองก็ตาม”

ด้านกรรมการตัดสินการแข่งขันปีนี้อย่างคุณณิชาภัทร อาร์ค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย Openspace Ventures เล่าเกี่ยวกับการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขัน รวมถึงการตัดสินการแข่งขัน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin ในปีนี้ ไว้ว่า “ขอยอมรับว่าการเลือกทีมที่ดีที่สุดจากกว่า 120 ทีมจาก 19 ประเทศ 5 ทวีป เป็นสิ่งที่ยาก เพราะมีการนำเสนอไอเดียที่สร้างสรรค์ที่น่าสนใจมากมาย รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ จากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีบางโปรเจคได้เริ่มขายสินค้า/บริการไปแล้ว และกำลังเติบโตหรือมี partnerships ที่แข็งแรง”

นอกจากนี้คุณณิชาภัทร ยังเล่าถึงความท้าทายและปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับ Startup ในปัจจุบันว่า “ความท้าทายของ Startup ส่วนใหญ่จะเหมือนกันไม่ว่ายุคไหน พวกเขาต้องพร้อมรับมือกับปัญหาต่างๆ ด้วยโซลูชั่นที่สร้างสรรค์ และมีโมเดลธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในปัจจุบันในอนาคต”

“ข้อได้เปรียบหลักของ Startup ในประเทศไทย คือนอกเหนือจากบริษัทร่วมทุนทางการเงิน (VCs) แล้วนั้น บริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมงานหรือลงทุนใน Startup ไทย อย่างไรก็ตามปัญหาหลักคือการขาดแคลนผู้มีทักษะด้านเทคโนโลยีและทักษะด้านการประกอบธุรกิจเข้ามาร่วมงานกับ Startup จึงไม่ง่ายเลยสำหรับ Startup ไทยที่จะสามารถพัฒนาหาโซลูชั่นที่มีความเด่นด้านเทคโนโลยีและมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนเป็นที่ดึงดูดให้ VCs เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย”

มาที่ฝั่งของ Dr. Andrew Stotz ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท A. Stotz Investment Research แสดงความเห็นกับผู้ทีมเข้าแข่งขันในปีนี้ และประเด็นไหนที่อยากชี้แนะปรับปรุงว่า “ปีนี้ผมรู้สึกว่าดีกว่าปีก่อนๆ ทีมนิสิตนักศึกษานำเสนอผลงานได้ดีทีเดียว การตัดสินในรอบสุดท้ายนั้นยากมากเพราะผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศทำได้สูสีกันมาก ทั้งสองทีมมีแนวคิดที่ดีมากและเป็นรูปธรรม ส่วนในเรื่องของการปรับปรุงนั้นเข้าใจว่าทีมนิสิตนักศึกษาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน แต่นี่เป็นสิ่งที่ที่ปรึกษาทีมสามารถช่วยเตรียมความพร้อมได้ ผมขอแนะนำว่าในด้านการเงิน ขอให้ทีมสามารถอธิบายเรื่องรายได้ในอีกห้าปีข้างหน้าให้ได้อย่างชัดเจน ต้องแสดงให้เห็นว่ารายได้จะมาจากไหน สินค้าหรือบริการอะไร ประเทศไหน ภูมิภาคไหน จะได้เข้าใจถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้ในภาพรวม”

อีกทั้ง Dr. Andrew Stotz ได้ให้ข้อมูลอธิบายวิธีการยกระดับธุรกิจให้มีความยั่งยืน และความยั่งยืนที่เป็นสิ่งจำเป็นกับทุกธุรกิจในปัจจุบันว่า “ความยั่งยืน คือการหลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากเพราะเราใช้ทรัพยากรตลอดเวลา แนวคิดที่ให้ธุรกิจ Startup เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก็ป็นสิ่งที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนเป็นสิ่งที่บริษัทขนาดเล็กไม่สามารถรับได้ ต้องเป็นองค์กรใหญ่ๆ ที่รับไหว ผมไปบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งที่เน้นเรื่อง ESG ในห้องน้ำมีทั้งที่กดสบู่ไฟฟ้า ที่กดน้ำไฟฟ้า เครื่องเป่ามือไฟฟ้า สุขภัณท์ไฟฟ้า เครื่องฟอกอากาศไฟฟ้า รวมเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า 5 ชนิด ผมสงสัยว่าความยั่งยืนอยู่ที่ไหนครับ สิ่งของธรรมดาที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหายไปไหน ความยั่งยืนนั้นไม่ใช่แค่การทำเครื่องหมายถูก แต่เป็นการหาทางที่จะไม่ทำให้ทรัพยากรโลกหมดไป”

ตลอดจนเปิดเผยถึง disruption ที่มีผลกระทบกับ Startup ในภาพรวมว่า “Disruption ในปัจจุบัน ได้กลายเป็นคำด้านบวกไปโดยแล้ว ทั้งๆ ที่ผ่านมาใช้เป็นคำด้านลบ เช่น เราไม่ต้องการคนที่จะมา disrupt ธุรกิจของเรา ไม่ต้องการ disruption ในแวดวงอุตสาหกรรมของตัวเอง แต่ทุกวันนี้เห็นเป็นด้านบวก เช่น พวกเราต้อง disrupt อีกตัวอย่างหนึ่ง คือเดี๋ยวนี้คนพูดง่ายๆ ว่า ฉันกำลังพัฒนาแอปฯ ใช้เทคโนโลยีล้ำยุคแต่การนำเทคโนโลยีที่ดีมาใช้จริงก็ยังยากพอๆ กับเมื่อ 5 – 10 ปีที่แล้ว ซึ่งผมสงสัยว่า Startup จะทำได้จริงหรือเปล่า” Dr. Andrew Stotz กล่าวทิ้งท้าย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม https://bbc.sasin.edu/2022/ หรือ Facebook page: bangkokbusinesschallenge

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน