หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องการรีไฟแนนซ์บ้านมาบ้าง และอยากจะลองขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน 2565 เพื่อลดดอกเบี้ยบ้าน อยากผ่อนบ้านให้ถูกลง อยากลดระยะเวลาในการผ่อนบ้าน อยากผ่อนบ้านหมดไวขึ้น ต้องการกู้เงินมาซ่อมแซมบ้าน หรือปิดหนี้บัตรเครดิต รวมไปถึงอยากขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อเป้าหมายอื่น ๆ อีกด้วย
ดังนั้น วันนี้เราจะมาพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับการ Refinance บ้าน ว่า รีไฟแนนซ์บ้าน คืออะไร การรีไฟแนนซ์บ้านมีประโยชน์อย่างไร ใครบ้างที่สามารถทำได้ ถ้าหากอยากรีไฟแนนซ์บ้านแล้วจะมีขั้นตอนอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์บ้านเป็นอย่างไร พร้อมกับแนะนำ 5 สถาบันการเงินในการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน และเคล็ดลับที่จะทำให้การรีไฟแนนซ์บ้านของคุณนั้นคุ้มค่ามากที่สุด ถ้าอยากรู้ว่าเคล็ดลับเหล่านั้นมีอะไรบ้าง อย่าลืมติดตามอ่านจนจบ เพราะบทความนี้ได้รวมทุกอย่างที่ทุกคนอยากรู้มาไว้ทั้งหมดแล้ว ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย
รู้จักการรีไฟแนนซ์บ้าน
รีไฟแนนซ์บ้าน คือ การย้ายสินเชื่อบ้านที่เรากู้อยู่กับธนาคารเดิม ไปธนาคารใหม่สำหรับคนที่ผ่อนบ้านมานานเกิน 3 ปี
ดังนั้นสำหรับใครหลาย ๆ คนที่สงสัยว่าผ่อนบ้าน 1 ปี ผ่อนบ้าน 2 ปี รีไฟแนนซ์บ้านได้ไหม คำตอบก็คือ ได้ แต่จะเป็นการผิดสัญญากับธนาคาร สาเหตุที่ต้องผ่อนเกิน 3 ปี เพราะธนาคารเดิมจะมีสัญญาที่ระบุว่าห้ามย้ายธนาคารก่อน 3 ปี ดังนั้นสำหรับคนที่สงสัยว่า รีไฟแนนซ์บ้านต้องกี่ปี คำตอบก็คืออย่างน้อย 3 ปี นั่นเอง
วัตถุประสงค์หลักของการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน คือ ‘การลดดอกเบี้ย’ โดยธนาคารใหม่จะให้ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านที่ถูกกว่าธนาคารเดิม ทำให้ผ่อนชำระต่อเดือนถูกลง และผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น
วัตถุประสงค์รองลงมาของการรีไฟแนนซ์บ้าน คือการ ‘ลดยอดผ่อน’ เพราะธนาคารใหม่จะคิดจากหนี้คงเหลือ ดังนั้นเมื่อยอดหนี้น้อย ยอดผ่อนก็น้อยลงตามไปด้วย
สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านที่หลายคนมักเข้าใจผิดก็คือ การรีไฟแนนซ์บ้านและยอดผ่อนลด ระยะเวลาผ่อนจะนานขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ความเป็นจริงก็คือ ยอดผ่อนที่ลดลงนั้นมาจากอัตราดอกเบี้ย และยอดหนี้คงเหลือเราลดลงจากการกู้ในรอบแรก แต่เงินต้นที่เราผ่อนไปยังเท่าเดิม ระยะเวลาของการผ่อนก็จะลดลงเช่นกัน
ทั้งนี้ หากใครสนใจขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน หรือ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์เพิ่มเติม เราขอแนะนำทุุกคนให้เข้าไปที่ รีไฟแนนซ์บ้าน ของ Refinn ตัวช่วยเปรียบเทียบโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ ค้นหาง่าย ใช้บริการฟรี รู้ผลเบื้องต้นออนไลน์ และมีบริการรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอีกด้วย
เปรียบเทียบรีไฟแนนซ์บ้านกับการรีเทนชั่น
เมื่อเราเข้าใจความหมายของการรีไฟแนนซ์บ้านไปแล้ว หลายคนอาจสงสัยอีกว่า รีเทนชั่น (Retention) กับรีไฟแนนซ์บ้านเหมือนกันหรือไม่ แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกทำตัวไหนดี จะขออธิบายคร่าว ๆ ดังนี้
Refinance คือ การขอยื่นกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารใหม่ (เน้นว่าธนาคารใหม่) ซึ่งเป็นการนำบ้านที่ผู้กู้ผ่อนชำระอยู่มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อใหม่ เพื่อนำเงินมาปิดหนี้ยอดเงินกู้เดิมที่ยังเหลืออยู่ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำลง
ในขณะที่ รีเทนชั่น (Retention) หรือบางคนอาจจะเรียกว่า การขอ Retention คือ การขอลดอัตราดอกเบี้ยบ้านกับ ธนาคารเดิม ดังนั้นที่หลากคนถามว่าเราสามารถรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเดิมได้ไหม คำตอบก็คือ ‘ได้’ เพียงแต่จริง ๆ แล้วมันเรียกอย่างถูกต้องว่า การรีเทนชั่น หรือ การขอลดดอกเบี้ยธนาคารเดิม การใช้คำว่า รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารเดิม จริง ๆ แล้วจึงเป็นการเรียกที่ไม่ถูกต้องนั้นเอง
เราสามารถเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการรีไฟแนนซ์บ้าน กับการรีเทนชั่น (Retention) ได้ดังนี้
รีไฟแนนซ์บ้าน
- สามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านได้หลายธนาคาร
- ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ
- ต้องจัดเตรียมเอกสารยื่นขอกู้ใหม่ทั้งหมด
- มีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย เช่น ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ยอื่นๆ ตามแต่ละธนาคาร กำหนด
Retention
- ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมเอกสารมากเท่ากับการรีไฟแนนซ์บ้าน
- ระยะเวลาในการอนุมัติเร็วกว่าการรีไฟแนนซ์
- อัตราดอกเบี้ยลดลงได้น้อย จะเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
อย่างไรก็ตาม การรีไฟแนนซ์บ้าน หรือการรีเทนชั่น อย่างไหนดีกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ดังนั้น หากเราเป็นคนที่สามารถขอรีไฟแนนซ์บ้านได้ และขอ Retention ได้ ให้ลองยื่นทั้งสองแบบ แล้วลองมาพิจารณาดูกันว่าแบบไหนคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด และเราได้ผลประโยชน์จากอันไหนมากที่สุด
ทำไมต้องรีไฟแนนซ์บ้าน มีข้อดีอย่างไร

-
ตัวช่วยลดดอกเบี้ยบ้านให้ถูกลง
การรีไฟแนนซ์บ้าน มีผลอย่างมากต่อการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของดอกเบี้ยให้ลดลง เพราะถ้าเราผ่อนบ้านไปสักระยะหนึ่ง ดอกเบี้ยจะลอยตัว และแพงขึ้น ในขณะที่ธนาคารใหม่จะมีโปรโมชันต่าง ๆ มากมายมาให้มารีไฟแนนซ์ด้วยดอกเบี้ยที่ถูกกว่า
ตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ สมมติ ยอดหนี้บ้านเราอยู่ที่ 3,000,000 บาท ดอกเบี้ยเดิม 2.7% ต่อปี หลัง 3 ปี ดอกเบี้ยปรับเพิ่มเป็น 5% ต่อปี ดอกเบี้ยเดิมที่ต้องจ่าย 1 เดือน = 6,657 บาท แต่ดอกเบี้ยปรับขึ้นหลังครบ 3 ปี ที่ต้องจ่าย 1 เดือน = 12,328 บาท จะเห็นว่าเราเสียดอกเบี้ยเพิ่มไปถึงประมาณ 5,000 กว่าบาท ดังนั้นการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านจึงเป็นตัวช่วยชั้นดี ในการลดดอกเบี้ยบ้านได้
-
สามารถขอวงเงินกู้เพิ่มได้
การรีไฟแนนซ์บ้านจะทำให้เราสามารถขอรีไฟแนนซ์บ้านเพิ่มวงเงินได้ เพราะเราจะได้วงเงินกู้เกินกว่าหนี้ค้างชำระค่าบ้าน แต่กระนั้นจะต้องไม่เกินมูลค่าหลักประกันตามเงื่อนไขที่ธนาคารระบุเอาไว้ ซึ่งเราสามารถนำเงินส่วนนี้ไปซ่อมแซมบ้าน แต่งเติมบ้าน หรือได้เงินเพื่อชำระหนี้ต่าง ๆ ได้นั่นเอง
-
ช่วยลดระยะเวลาการผ่อนบ้าน
นอกจากการรีไฟแนนซ์บ้านจะสามารถช่วยลดดอกเบี้ยบ้านให้ถูกลงได้แล้ว ยังสามารถลดระยะเวลาในการผ่อนบ้านได้อีกด้วย เพราะเราได้ผ่อนมาแล้วระยะหนึ่ง (อย่างน้อยก็ 3 ปี) ยอดหนี้ที่เรารีไฟแนนซ์บ้านก็จะน้อยลงไปด้วย ทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการผ่อนบ้านได้ค่ะ
-
ช่วยสร้างเครดิตที่ดี
เมื่อเรารีไฟแนนซ์บ้าน และจ่ายเงินชำระหนี้ตามกำหนดเวลาทุก ๆ ครั้ง ธนาคารก็จะมองว่าเรามีเครดิตที่ดี เพราะหมายถึงว่าเรามีรายได้มากกว่าภาระหนี้สิน ส่งผลให้เราสามารถกู้ครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น
ใครบ้างที่สามารถรีไฟแนนซ์บ้านได้
สำหรับบุคคลที่สามารถรีไฟแนนซ์บ้านได้ สามารถแบ่งตามคุณสมบัติได้ดังนี้
1.บุคคลลที่มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ
- มีสัญชาติไทย
- อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี
- รายได้รามตั้งแต่ 15,000 (หนึ่งหมื่นห้าพัน) บาท ต่อ เดือน ขึ้นไป
- ต้องทำงาน หรือมีอายุงานในบริษัทปัจจุบันไม่น้อยกว่า 3 เดือน และผ่านช่วงทดลองงาน (Probation) แล้ว
2.บุคคลที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือ ธุรกิจส่วนตัว
- มีสัญชาติไทย
- อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี
- มีรายได้รวมตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือน ขึ้นไป
- มีการจดทะเบียนบริษัท และประกอบธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
3.ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์)
- มีสัญชาติไทย
- อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี
- มีรายได้รวมตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือน ขึ้นไป
- มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาของรายได้
- ประกอบอาชีพที่ทำอยู่มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่คนที่ต้องการจะรีไฟแนนซ์บ้านต้องมี อันได้แก่
1.ไม่ติดเครดิตบูโร
การติดเครดิตบูโรนอกจากจะส่งผลต่อการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านแล้วยังส่งผลต่อการทำธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างของเราอีกด้วย เพราะถ้าประวัติการเงินของเราไม่ดี เราจะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ได้เลย
2.ไม่มีประวัติผ่อนชำระหนี้ล่าช้า
ถึงแม้ว่าจะไม่ติดเครดิตบูโร แต่ถ้าหากเราผ่อนนี้แบบไม่มีวินัย เช่นมีประวัติผ่อนล่าช้า ขาดส่ง มา ๆ หาย ๆ ธนาคารก็จะมองว่าคุณกำลังมีปัญหาทางการเงิน และก็กังวลว่าถ้าปล่อยให้กู้บ้าน รีไฟแนนซ์บ้านก็จะมีโอกาสที่คุณจะจ่ายคืนไม่ไหวนั่นเอง ทางที่ดีคือเราควรรักษาประวัติการชำระเงินของเราให้ดี เพราะบางธนาคารถ้าหากมีประวัติชำระเงินช้า 1 เดือนก็อาจจะไม่รับรีไฟแนนซ์เลย
3.ผ่อนบ้านมาแล้ว 3 ปี
อย่างที่อธิบายไปแล้วตอนต้นของบทความ การรีไฟแนนซ์จะทำได้ทุก 3 ปี หากยังไม่ถึง 3 ปี เราก็จะผิดสัญญากับธนาคารเดิม แล้วอาจมีค่าปรับ ซึ่งทำให้ไม่คุ้มค่าในการทำ
4.มีภาระหนี้ในระบบไม่เกิน 65% ของเงินเดือน
เพราะหากภาระหนี้เกิน 65% ของเงินเดือน การขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์ การกู้บ้านจะทำได้ยาก เพราะธนาคารจะกังวลว่าคุณจะมีภาระหนี้แล้วผ่อนไม่ไหวสูง
เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน

-
เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล
เอกสารรีไฟแนนซ์บ้าน อย่างแรกคือ เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล ในที่นี้เป็นเอกสารที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อให้ธนาคารใช้ยืนยันตัวตนว่าใครที่จะเป็นคนกู้ หรือใครเป็นผู้กู้ร่วม กรณีมีผู้กู้ร่วมต้องเตรียมเอกสารแบบเดียวกับผู้ขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเอกสารที่เราคุ้นเคยกัน ได้แก่
- สำเนาบัตรประชาชน ทั้งของผู้กู้ และคู่สมรส (หากมี)
- สำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งของผู้กู้ และคู่สมรส (หากมี)
- สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
- สำเนาทะเบียนสมรส หรือหย่า
- หากคู่สมรสเสียชีวิต อาจต้องมีเอกสารใบสำเนามรณบัตร และทะเบียนสมรสของคู่สมรส
-
เอกสารแสดงหลักประกัน
เอกสารแสดงหลักประกัน จะเป็นเอกสารที่ธนาคารที่เราจะรีไฟแนนซ์บ้าน หรือ รีไฟแนนซ์คอนโด ใช้ยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของหลักประกันหรือสินทรัพย์ที่จะนำมารีไฟแนนซ์ ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ 1.เอกสารจากธนาคารเดิม และ 2. เอกสารจากกรมที่ดิน ประกอบไปด้วย
- สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นหนังสือที่แสดงว่า คนที่มีชื่อในโฉนดนั้น เป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้นอย่างถูกต้อง โดยรัฐจะออกหนังสือรับรอง เช่น โฉนดที่ดิน หนังสือกรรมสิทธิห้องชุด
- สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ทด.13 หรือ สัญญาให้ที่ดิน ทด.14 หรือ สัญญาซื้อขายห้องชุด
- สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน หรือ สำเนาสัญญาจำนองห้องชุด ซึ่งหนังสือสัญญาจำนองก็คือ สัญญาเงินกู้ในรูปแบบหนึ่ง ที่มีการนำเอาอสังหาริมทรัพย์มาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้
- สำเนาสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินเดิม (ธนาคารเดิม)
- สำเนาใบเสร็จผ่อนชำระค่างวดบ้าน หรือ ถ้าผ่อนชำระแบบตัดค่างวดอัตโนมัติ ให้ใช้ รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 12 เดือน
-
เอกสารแสดงบัญชีรายได้
เป็นเอกสารสำคัญ ที่ธนาคารที่จะให้สินเชื่อรีไฟแนนซ์จะใช้พิจารณาทั้งสถานะการเงิน รายได้ และประวัติการเดินบัญชีว่าเราตรงตามเงื่อนไขของธนาคารหรือไม่ ซึ่งเอกสารในส่วนนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบไปด้วย 1.บุคคลที่มีรายได้ประจำ 2. บุคคลที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว
บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประจำ ต้องใช้เอกสาร
- สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน หรือ หนังสือรับรองการทำงาน
- สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
- หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ (หากมี)
- บางธนาคารอาจจะขอ สำเนารับนองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจส่วนตัว
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน หรือ ใบทะเบียนการค้า
- สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีชื่อผู้กู้ หรือผู้กู้ร่วม
- สำเนารายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน (ทั้งในนามบุคคลและกิจการ)
- (หากมี) สำเนา ภ.พ. 30
เอกสารทั้งสองประเภท หากมีผู้กู้ร่วม ผู้กู้ร่วมต้องเตรียมเอกสารแสดงบัญชีรายได้ด้วยเช่นกัน
สรุป
จะเห็นได้ว่าการรีไฟแนนซ์บ้านมีประโยชน์ และช่วยให้คุณสามารถประหยัดได้มาก หากใครผ่อนบ้านใกล้จะครบสัญญา 3 ปีแล้ว และต้องการศึกษารีไไฟแนนซ์เพิ่มเติม หรืออยากลองยื่นสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านสามารถรับคำปรึกษา หรือข้อแนะนำได้ที่เว็บไซต์ Refinn ได้เลย